ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

วาทกรรมทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้นในช่วงของการเลือกตั้ง มีความสำคัญต่อผลของการเลือกตั้ง คือ มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ผู้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้สันทัดกรณีทางการเมือง ที่เฝ้าติดตามการเลือกตั้งที่ผ่านมาในประเทศไทย และต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นว่า หากความรู้สึกของประชาชน ออกมาแรงมาก คือ มีอารมณ์ความรู้สึกต่อผลการแพ้ชนะมาก ก็จะเป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้คนออกมาใช้สิทธิมาก และ ประเด็นที่สำคัญ คือ ผู้นำ หรือ กลุ่มคนที่มีศักยภาพมากในสังคม ในชุมชน ก็จะ ลงคิดลงแรงลงเงินฯลฯ มาก เพราะ เขาเห็นถึง ความสำคัญและความหมายของผลของการเลือกตั้ง จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง สังคม บ้านเมือง และมีผลกระทบมายังตัวเขา ครอบครัวของเขาด้วย ตรงกันข้าม หาก “ วาทกรรมที่ออกมา “ ไม่ตรงความเป็นจริง เป็นการสร้างขึ้นของนักเลือกตั้ง ก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่มาก แต่อาจจะเกิด “กระแสโต้กลับ” จากประชาชน หรือ ผู้นำและกลุ่มคนต่างๆในสังคม ที่เห็นว่า การสร้างวาทกรรมของนักเลือกตั้งนั้น ไม่เป็นจริง มีลักษณะ หลอกลวง เพื่อผลประโยชน์ของตน ของพรรคการเมืองของเขา การออกมาตอบโต้ด้วยอารมณ์ของการโกรธ ชิงชัง ด้วยการนำเสนอ “วาทกรรม ที่เป็นจริง” ออกมา และจะมีการร่วมส่วนอย่างแรง จริงจัง ที่จะทำให้ผลของการเลือกตั้ง เปลี่ยนไปอีกทางหนึ่งได้ โดยสรุป เราสามารถทำความเข้าใจ เรื่อง “วาทกรรมในการเลือกตั้งได้” 2 ประเด็น

1. วาทกรรมที่ออกมานั้น เป็นวาทกรรม ที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมในช่วงนั้นๆ คือ เป็น วาทกรรม ที่สอดคล้องกับ อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม การออกมาของประชาชน ก็จะออกมามากขึ้น จะมากน้อย ขึ้นกับความแรงของความรู้สึกฯ

2. วาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น จากนักเลือกตั้ง เพื่อ ทำให้ ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายๆ ซึ่ง ประชาชน ต้องมาพิจารณาว่า “เป็นจริงสอดคล้องกับสภาพสังคม” หรือ “ เป็นเท็จ” ที่ถูกสร้างขึ้น อย่างบิดเบือนจากนักเลือกตั้งฝ่ายหนึ่ง และหากจะมีผลต่อ ผลเสียหายของประชาชนและประเทศชาติ ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ที่รักชาติรักประชาธิปไตย จะต้องออกมาชี้แจง ในขั้นต้นก่อน ส่วนจะมีผล ที่ส่งให้ประชาชนออกม มากน้อย ก็อยู่ที่คุณภาพและศักยภาพ ของ ผู้นำกลุ่มต่างๆ โดยสรุป ของสรุป “วาทกรรมนี้ มีความหมาย และมีผลต่อการเลือกตั้งแน่นอน” ตอนนี้ มีการเสนอ “วาทกรรม” ออกมาจากฝ่ายทัก เพื่อไทย และนักวิชาการที่มีอคติฝ่ายเดียวกัน คือ ฝ่ายพรรคเพื่อต่างๆ ของทักอ้อปูโอ๊ก ฯ รวมทั้งแกนนำคนสำคัญ จะสร้างวาทกรรมบิดเบือน ว่า “ ฝ่ายตน เป็นฝ่ายประชาธิปไตย” เพราะ มาจากการเลือกตั้ง ส่วนรัฐบาลประยุทธ เป็นเผด็จการ เพราะมาจากการรัฐประหาร

เรามาดู มาฟัง ความคิดเห็น จาก คอลัมน์นิสต์ นาม “เปลว สีเงิน”

'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย เปลว สีเงิน ( 10 พฤศจิกายน 2561) ขอทำความเข้าใจกันชัดๆ.......คำว่า "เลือกตั้ง" ที่พูดกันตอนนี้ หมายถึง "เลือก ส.ส." แต่ผมอยากจะบอก 24 กุมภา 62 ที่กะกันว่า "วันนี้...เลือกตั้ง" ก็วันนี้แหละ....... วันที่ "ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" แท้จริง! คือเป็นวัน "ให้สิทธิ์" ประชาชนออกมาตัดสิน "ชี้ชะตาอนาคต" ประเทศตัวเอง ว่าจะตัดสินใจ "เลือกแบบไหน" ระหว่าง "ประชาธิปไตย สมบูรณ์ด้วย ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ กับ "ประชาธิปไตย เป้าหมายเปลี่ยนระบบ-ล้มสถาบัน" ให้มีอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ "กำหนดอนาคตชาติบ้านเมือง" ในฐานะรัฐบาล? พูดให้เป็น "รูปธรรม" ชัดลงไปอีก คือ ประชาชนจะเอา "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" เป็นนายกฯ บริหารประเทศต่อ หรือจะเอานอมินีใน "ระบอบทักษิณ" กลับเข้ามา? นี่ เลือกตั้งครั้งหน้า ผลลัพธ์ที่ได้ มันจะเป็นแบบนี้ ส่วน ส.ส. 350+150 คน แค่ผลพวง "ตามพิธีกรรม" เท่านั้น!

ฉะนั้น จึงอยากให้ทุกคน "คิด-ใคร่ครวญ" ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยตระหนักถึง "ผลที่จะตามมา" ให้ดี ก่อนเลือกอนาคตบ้านเมือง ผ่านการตัดสินใจ "เลือกคน-เลือกพรรค" ไหน? "เลือกยุคก่อนๆ"...ใช้กติกาวันทอง คือให้สองใจได้ "เลือกคน" พรรคหนึ่ง แล้ว "เลือกพรรค" อื่น อีกพรรคก็ยังได้ แต่ครั้งนี้ เป็นกติการจนา มาลัยพวงเดียว ชอบคนไหน ต้องโยนพวงมาลัยคล้องพรรคนั้นด้วย พูดง่ายๆ เลือกคนเท่ากับเลือกพรรค-เลือกพรรคเท่ากับเลือกคน ต้องเป็นรจนา "ใจเดียว" "บัตรใบเดียว" กากบาทได้ "เบอร์เดียว" เท่านั้น! ทุกจังหวัดรวมกันทั้งประเทศ มี 350 เขต เท่ากับ ส.ส.เขตละ 1 คน รวมเลือก 350 ส.ส. อีก 150 เป็นปาร์ตี้ลิสต์! แต่ก่อนๆ มีเขตละ 2 คน 3 คน คนเลือก อาจเผื่อใจ เลือกจากพรรคนี้คน พรรคโน้นคน แต่ครั้งนี้ไม่ได้ "เขตเดียว-คนเดียว" กากบาทได้ทีเดียว ฉะนั้น "คนเลือก" ต้องดูให้ถ่องแท้ก่อนเข้าคูหา ว่าคนเสนอชื่อเป็นนายกฯ ที่ "เราต้องการ" อยู่พรรคไหน? ก็เล็งเลือกพรรคนั้น...... ส่วนผู้สมัครพรรคนั้น รู้จัก-ไม่รู้จัก ไม่สำคัญ กากบาทให้ผู้สมัครพรรคนั้นไปเลย! เช่น ต้องการให้ "พลเอกประยุทธ์" เป็นนายกฯ ก็กากบาทให้ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคที่พลเอกประยุทธ์เสนอตัวเป็นนายกฯ ถ้าพอใจแดงทั้งแผ่นดิน อยากให้ระบอบทักษิณกลับเข้ามาครองเมือง กากบาทให้ผู้สมัครจากพรรคระบอบทักษิณไปเลย เอากันตรงๆ อย่างนี้แหละ........

คนไทยเป็นคนตรง ไม่ชอบคิดมาก อ้อมค้อมมาก เดี๋ยวงง! แต่ทีนี้ นอกจากพรรคแกนหลักของ "ฝ่ายประยุทธ์-ฝ่ายทักษิณ" แล้ว ยังมี "พรรคแนวร่วม" ของแต่ละฝ่ายๆ หลายๆ พรรค แบบนี้ ควรตัดสินใจเลือกยังไง?

อันนี้ ไม่ยาก......... ยึดนโยบายและ "แนวทางนำชาติ" พร้อมตัวบุคคลเป็นหลัก ฝ่ายไหน เราพอใจ ก็เลือก "พรรคแกน" ฝ่ายนั้น
เช่น ต้องการเป็นประชาธิปไตย สมบูรณ์ด้วย ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ต้องเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ ต้องเกณฑ์ทหาร ปฏิวัติสังคมประเทศมุ่งสู่ศตวรรษใหม่ ก็เลือก "พรรคพลังประชารัฐ" และพรรคแนวร่วม แต่ถ้าชอบประชาธิปไตยโกงแบ่งกันในระบอบทักษิณ ไม่เคารพธงชาติ ไม่ร้องเพลงชาติ ไม่เกณฑ์ทหาร เดินหน้าล้มสถาบัน ดึงอำนาจนอกชาติเข้ามาแชร์ผลประโยชน์ในชาติ ก็เลือก "พรรคเพื่อทักษิณ" และพรรคแนวร่วม

แต่ทีนี้ คนที่เราชอบและรู้จัก "อยู่พรรคอื่น" คือคนละพรรคกับนายกฯ ว่างั้นเถอะ ก็ไม่ยากอีกนั่นแหละ........เมื่อต่างพรรคก็ดูว่า "ต่างทิศทาง" นำชาติมั้ย ถ้าไม่ต่าง ก็เลือกไป "เรือล่มในหนอง" น่ะ! แต่ถ้า "ต่างขั้วนโยบาย" กัน ต้องยึด "ทิศทางนำชาติ" เป็นหลักใหญ่ ตัวบุคคลเป็นรอง เช่น ชอบทิศทางนำชาติของพลเอกประยุทธ์ แต่ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้น "รู้จักกัน-เกรงใจกัน" ดันไปอยู่พรรค "เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย"อย่างนี้ ต้อง "สละเพื่อนเพื่อชาติ" ฟันฉับ ตัดใจเลือก "พรรคฝ่ายประยุทธ์" ไปเลย ในทางตรงกันข้าม อยากเปลี่ยนประเทศเป็นแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา เข้ามาโกงแบ่งกัน ถึงแม้ผู้สมัครเป็น "คนข้างบ้าน" แต่ไปสมัครอยู่ในพรรคฝ่ายประยุทธ์ เพื่อสมอยาก-สมจินตนา ถึงผมไม่บอก ท่านก็ตัด "คนข้างบ้าน" ทิ้งอยู่แล้ว! แต่กรณีอย่างนี้เกิดยาก คือโดยธรรมชาติ ผึ้งย่อมคลึงเคล้าบุปผาหอม เช่นเดียวกัน หนอนย่อมพึงใจไต่ของเหม็น นั่นก็คือ........ "ดี" ย่อมไหลไปรวม "ร่วมดี" "เลว" ย่อมไหลไปรวม "ผีร่วมโลง"! ฉะนั้น ตรงนี้ ไม่น่าเกิดปัญหาให้ละล้า-ละลังในการตัดสินใจ

สรุป ก็คือ........."ทิศทางนำประเทศ" เป็นประเด็นยึดใช้ตัดสินใจ "เลือกพรรค-เลือกคน" ในการเลือกตั้งที่จะเกิด เรา "ยึดคน-ยึดอามิส" ในการเลือกมาหลายครั้งแล้ว ก็ปรากฏแน่ชัดแล้วมิใช่หรือว่า..... ไอ้ที่เลือกแบบ "เงินมา-กาเป็น" นั่นน่ะ มันพาชาติเป็นโรคชักกระตุกขนาดไหน? ครั้งใหม่นี้ ........ตัดใจ "เลือกอนาคตประเทศ" กันซักตั้งเถอะ เด็ดให้มันขาดไปเลย จะเอาประยุทธ์เป็นนายกฯ นำทิศทางประเทศ หรือจะเอานอมินีทักษิณเป็นนายกฯ นำทิศ? เมื่อ "คนส่วนใหญ่" ชี้ขาดแล้ว ไปทางไหน ก็ลองไปกันให้สุดลิ่มทิ่มประตูตามวิถีของมัน แล้วดูซิ ไอ้ที่ตัดสินใจร่วมกัน นั้น บั้นปลาย ลงท้ายแล้ว ได้ขึ้นสวรรค์หรือพากันลงนรก? จะได้รู้ดำ-รู้แดงกันไป........ เมื่อประชาชนได้บทเรียนจากตัวเอง จะสุขสันต์หรือแสบสัน นั่นจะทำให้ "หยุดแสวงหา" แบบกระสันกันซะที! เหมือนทารก เห็นไฟ แต่ไม่รู้จักไฟ ก็ดิ้นรนไม่สิ้น ปล่อยให้ "จับไฟ" ซะที

ตานี่แหละ รู้แล้วว่าร้อน จะเลิกร้องเล่นไฟไปตลอด! "บ้านเมือง" ไม่ใช่ของให้เด็ก "ลองเล่น" ก็จริง แต่ถึงเวลา ก็ต้องให้เขาเล่น ไม่ใช่เล่นกับไฟ หากแต่ให้เขารู้จัก "บริหารไฟ" ให้พลังงาน ในทางที่ "ไม่เผาไหม้" บ้านเมืองตัวเอง