การเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มและสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาความเดือดร้อน ประกอบกับการออกมาให้ความเห็นของฝ่ายการเมืองในทำนองว่าหากเป็นรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาของกลุ่มเกษตรกรได้อย่างง่ายดาย

นับเป็นความท้าทายของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ทั้งในแง่ของความมั่นคง และในเชิงการเมือง หากจะหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยประกาศว่า รัชกาลนี้ต้องไม่มีม็อบ

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง ภายใต้วงเงิน 18,604.95 ล้านบาท โดยอนุมัติในหลักการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่มีสวนยางเปิดกรีดจำนวน 999,065 ราย คนกรีดยาง จำนวน 304,266 ราย คิดเป็นพื้นที่เปิดกรีดแล้วรวม 10,039,672.29 ไร่ โดยให้ความช่วยเหลือตามพื้นที่สวนยางเปิดกรีดจริงไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง 1,100 บาท และคนกรีดยาง 700 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า ครม.ยังได้อนุมัติหลักการมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 1.6 แสนตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2661-กุมภาพันธ์ 2562 จากพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ เช่น กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย กฟผ. ขอรับเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงกับรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้า ในวงเงิน 525 ล้านบาท โดยกรมการค้าภายในเป็นหน่วยงานเบิกจ่ายเงิน

ส่วนการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบนั้น ให้คงหลักการตามมาตรการเดิมที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 งบกลาง รายงานเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงิน 525 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเร่งรัดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบปี 2561 จำนวน 3 แสนต้นเป็นเวลา 5 เดือน ตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ส่งออกไม่เกินกิโลกรัมละ 1.75 บาท มีเงื่อนไขว่า ผู้ส่งออกจะต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบในประเทศไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 19 บาท ณ กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลหรือไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 18.25 บาท ณ หน้าโรงสกัด

การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นก็จริง แต่เราอยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี เมืองไทยเรามีนักวิจัยเก่งๆมากมาย และผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ หากนำมาปรับเป็นนโยบายเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มผลผลิต การใช้สารเคมี เทคโนโลยีและการตลาด เมื่อผนวกกับภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและไม่มีปัญหาแบบเดิมวนกลับมาอีก