ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นนับวันยิ่งคึกคักมากยิ่งขึ้น เมื่อแต่ละพรรคต่างประกาศหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เลขาฯพรรค ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว และเริ่มเดินหาเสียงกันอย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการ “ปลดล็อค” แต่ก็อย่างว่านะถึงยังไงก็ “ปลดล็อค” อยู่ดี

ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทยอยประกาศออกมาแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 80-90 พรรคแล้ว แต่ละพรรคใหญ่ๆ ที่ต้องจับตามองน่าจะมีเพียง 20 กว่าพรรคเท่านั้น

ทั้งนี้ พรรคที่ต่างๆ “แตกพรรค” ออกมานั้น น่าจะมาจากฝั่งที่ขอเสียมารยาทระบุว่าฝั่งที่อาจเรียกว่า “ฝั่งมาร!” (ขออภัยจริงๆ) เหตุผลที่เรียกเช่นนั้น เนื่องด้วยเป็นพรรคการเมืองที่เคยมีคดีเกี่ยวกับ “การทุจริต” อย่างมากมายและกำลังถูกไล่ล่ากับการดำเนินคดีอยู่

กลุ่ม “พรรคแตกพรรค” เหล่านี้ สามารถเรียกว่า “พรรคตัวแทน-พรรคนอมินี” ก็ได้ ทั้งนี้ผมอาจจะกล่าวหาแรงเกินไปว่าเป็น “ฝั่งมาร!” เนื่องด้วยยังมีกลุ่มลูกหลานของกลุ่มการเมืองที่มีคดีทางการเมืองจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าเราขุดคุ้ยประวัติกันอย่างจริงจังก็จะเจอ “ขุมกำลัง” ของกลุ่มกำลังของกลุ่มเหล่านี้ แต่ผมก็มิได้มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่วิเคราะห์การเมืองในเชิงรัฐศาสตร์เท่านั้น ที่แน่นอน “ความเอาตัวรอด” ทางการเมืองเป็นกรณีปกติธรรมดาเท่านั้น

“กลุ่มตัวแทน-กลุ่มนอมินี” นี้เริ่มกำเนิดจาก “พรรคเพื่อไทย” ตามด้วย “พรรคเพื่อธรรม” และตามด้วย “พรรคเพื่อชาติ” ต่อด้วย “พรรคไทยรักษาชาติ” แต่พรรคที่โด่งดังมาก่อนหน้านั้นคือ “พรรคอนาคตใหม่” ที่มีคุณธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ และ “พรรคประชาชาติ” ที่มีคุณวันมูหะมัดนอร์ มะทา และล่าสุด “พรรคประชาธรรมไทย” ต่างก็สงสัยว่าน่าจะเป็นเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน แถมบวกด้วยพรรคเล็กพรรคน้อยอีกประมาณ 4-5 พรรคที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานตอนบนและตอนล่าง

คำถามถามว่า ถ้า “พรรคเหล่านี้” เมื่อรวมตัวกันแล้ว สมมุติว่าคะแนนเสียงจะได้ประมาณเท่าไหร่ จากข้อมูลที่ได้นั้นต้องบอกได้เลยว่า “น่ากลัวจริงๆ!” เพราะว่า “คะแนนอาจเกือบ 300 ที่นั่ง” เลยทีเดียว! (เป็นการสังเคราะห์และวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์จากข้อมูลที่รวบรวมมาซึ่งอาจคลาดเคลื่อนก็ได้!)

การแตกพรรคนี้เป็นกรณีที่ต้องเรียกว่า “ฉลาดมาก” ในเชิง “ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” ที่ใช้การวางแผนอย่างล้ำลึกมากๆ จนแม้กระทั่งทางซีกฝั่งที่น่าจะเป็น “รัฐบาลในอนาคต” ยังไม่มีการดำเนินการวางแผนมากมายนัก หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านว่า “ยังไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ เลย!” แม้กระทั่ง “นโยบาย” และ “แผนยุทธศาสตร์” ใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น “การต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่นัก!” ที่ต้องวางแผนกันได้แล้ว มิใช่ยังไม่มีการดำเนินนโยบายใดๆ เลย และไม่สำคัญเท่ากับว่า “การเมืองก็คือการเมืองและไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับประเทศไทยครับ!”

เหตุผลที่กล่าวเช่นนั้น ก็เพราะว่า “การเมืองประเทศไทยที่ดูเสมือนว่าบรรดานักการเมืองยังมีการแข่งขันตั้งพรรคนอมินีเพื่อแข่งขันให้ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนให้ได้มากที่สุด และไม่สำคัญเท่ากับต้องการเป็นรัฐบาลเท่านั้น” นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงเท่านั้นหรือของบรรดานักการเมืองและพรรคการเมือง

ถามว่า “นั่นคือเป้าหมายของการเมืองไทยเท่านั้นหรือ?” ทำไมถึงไม่มองถึง “อนาคตประเทศไทยว่าจะต้องพัฒนาประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างไร” เนื่องด้วยวันนี้นานาอารยประเทศต่างมุ่งเดินหน้าในการพัฒนาประเทศ เนื่องด้วย “โลกเปลี่ยนแปลงและผันผวนมาก” โดยเฉพาะ “ความเป็นธรรมาภิบาล” ที่ทุกคนต้องถูกตรวจสอบและต้องโปร่งใสกันได้แล้ว แม้กระทั่ง “ผู้บริหารระดับสูง” จนกระทั่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยภาครัฐต่างก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินกันแล้ว ทั้งนี้ยังอยู่ในกระบวนการของการพิจารณากันอยู่

จริงๆ แล้ว “การเมือง” เป็น “เครื่องมือ” หรือ “ปัจจัย” สำคัญหรือ “กลไก” สำคัญในการที่จะทำให้ชาติขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ ดังนั้น “นักการเมือง-พรรคการเมือง” จึงต้อง “สำนึก-ตระหนัก” บทบาทหน้าที่ของตนเองในการที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการทั้งบริหารและออกกฎหมายในการผลักดันประเทศชาติบ้านเมืองให้เดินหน้าไปข้างหน้าให้ได้ เสมือนมาเลเซียหรือสิงคโปร์ที่ต่างค่อยๆ ทิ้งประเทศไทยไปค่อนข้างไกลพอสมควรแล้ว และที่สำคัญนโยบายต่างๆ ไม่เคยติดขัดเลย เท่านั้นยังไม่พอ “ผู้บริหารระดับชาติต่างสำนึกในหลักธรรมาภิบาล”

อย่างไรก็ตาม ที่วิเคราะห์และวิจารณ์มานั้น มิได้มีอคติใดๆ กับนักการเมืองเลย เนื่องด้วย “นักการเมืองที่ดีก็มีอยู่เยอะ” แต่นักการเมืองที่หวังประโยชน์เฉพาะใกล้ตัว หรือระยะสั้น หรือกล่าวอย่างง่ายๆ “เพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ระยะสั้น” โดยไม่คำนึงถึง “ผลประโยชน์ของชาติกับประชาชน” เลยก็มีมากพอสมควร หรืออาจต้องการแสดงโวหารออกทางโทรทัศน์เท่านั้น ถึงก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์” จนกองทัพต้อง “ยึดอำนาจ” หรือ “รัฐประหาร” เมื่อก่อกวนจนเกิดความไม่สงบกันอีกครั้งงหนึ่งจนไม่สามารถค้ำประกันได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“ประเทศไทย” เรานั้นเราต่างรักประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ตลอดระยะเวลา 86 ปีประเทศไทยเราล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เพียงแค่ “อำนาจ-การแก่งแย่งผลประโยชน์” กันเท่านั้นระหว่าง “กลุ่มผลประโยชน์” กันเท่านั้นระหว่าง “กลุ่มผลประโยชน์” ที่มักเกิดจาก “นักการเมือง” ที่มุ่งหวังแต่ “ผลกำไรทางการเมือง” และ “ธุรกิจการเมือง” มากจนเกินไป จนเกิดความวุ่นวายโดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา

ทำไมถึงไม่สำนึกเสียทีว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นของคนไทยทุกคนและทุกคนต่างก็รักและหวังดีกับชาติบ้านเมืองทั้งนั้น เพียงแต่ว่าต่างคนต่างก็มีความรู้ต่างระดับกันและต่างกันก็ต่างภูมิปัญญากันรู้มากรู้น้อยต่างกัน...จะมีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่รู้มากและบางคนก็หวังดีทำดีกับชาติบ้านเมืองแต่เอาความรู้มากมากอบโกยทำลายชาติบ้านเมืองในที่สุด...เฮ้อ!”