เสือตัวที่ 6

จากกระแสข่าวที่กำลังกระตุกความสนใจของผู้คนในแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ดูแล เกาะติดปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน โดยเฉพาะ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 และรอง ผอ.รมน.ภาค 4 ที่เกาะติดความเคลื่อนไหวขงฝ่ายต่อต้านรัฐไทย โดยเฉพาะที่อยู่และเกี่ยวเนื่องกับแวดวงสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน จนพบร่องรอย หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์อันชัดเจนว่า สถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่หลายแห่ง ได้มีกระบวนการบ่มเพาะแนวคิดการก่อความไม่สงบ เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนตามเป้าหมายสุดท้ายของขบวนการแห่งนี้ ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้มีการเกาะติดความเคลื่อนไหวในสถานศึกษาเอกชนหลายแห่ง จนทำให้สถานศึกษาเอกชนที่ตกเป็นเป้าหมายเหล่านั้น มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น สถานศึกษาหลายแห่งมีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้ได้มาซึ่งจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งอาจนำไปใช้ในการสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็เป็นไปได้

จากที่หน่วยงานภาครัฐ ได้ใช้การติดตามตรวจสอบรายชื่อเด็กนักเรียนในสถานศึกษาของแต่ละแห่ง เพื่อไม่ให้มีรายชื่อที่ซ้ำซ้อนกัน อันจะนำมาซึ่งจำนวนเงินที่รัฐอุดหนุนรายหัวจำนวนมหาศาลที่ผู้บริหารและเจ้าของสถานศึกษาเหล่านั้นจะได้รับ ต้องกระทำได้ยากมากขึ้น กระบวนการบิดเบือนข้อมูลรายชื่อเด็กนักเรียนในสถานศึกษาแต่ละแห่งเพื่อให้ได้ผลประโยชน์จากเม็ดเงินก้อนโตจากรัฐ จึงกระทำได้ยากมากขึ้น ผู้บริหารและเจ้าของสถานศึกษาที่ยังมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ จึงใช้วิธียักยอกเอาเงินอุดหนุนให้เด็กนักเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่แห่งนี้ไปด้วยการหักหัวคิวในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการยึดบัตรกดเงิน ATM ที่รัฐต้องการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน 15,000 บาท เข้าบัญชีของครูในสถานศึกษาโดยตรงเพื่อป้องกันการหักหัวคิวจากผู้บริหารสถานศึกษาบางคนที่ฉ้อฉล ไปไว้ที่ผู้บริหารโดยพลการ อันเป็นที่มาของกระแสข่าวที่สังคมไทยกำลังสนใจ และให้ข้อสังเกตว่า เป็นไปได้สูงที่เจ้าของและผู้บริหารสถานศึกษาเหล่านั้น จะนำเงินที่ยักยอกไปจากเด็กและครูในสถานศึกษาของตนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะการนำไปใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนการแบ่งแยกดินแดนอย่างลับๆ

ซึ่งการดำเนินการที่ทุจริตฉ้อฉลของผู้บริหารและเจ้าของสถานศึกษาในพื้นที่เหล่านั้น ได้มีการกระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนถูกตรวจพบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นระยะๆ ภายใต้การนำของ พล.ต.จตุพร ตั้งแต่ครั้งยังเป็นผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ การติดตามตรวจสอบ พบหลักฐานชัดเจนว่า ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนหลายแห่งมีการกระทำที่ทุจริต บนข้อสงสัยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด หรือที่เรียกกันว่า สช.จังหวัด รวมทั้ง สช.อำเภอ อาจจะรู้เห็นเป็นใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ของการมีรายชื่อเด็กนักเรียนที่ซ้ำซ้อนกันหลายแห่งในสถานศึกษา ด้วยการในหน้าที่ของการตรวจสอบรายชื่อและจำนวนนักเรียนในสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่ เพื่อเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของรัฐรายหัวให้เด็กนักเรียนนั้น เป็นหน้าที่โดยตรงของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอ ที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลการจัดการศึกษา อันจะนำไปสู่คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

หากแต่ว่า การมี สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่ ยังเกิดรอยรั่ว เกิดช่องว่าง ให้ผู้เป็นเจ้าของและสถานศึกษาหลายแห่ง ใช้โอกาสนี้ ในการบิดเบือนข้อมูลรายชื่อเด็กนักเรียนเพื่อหวังจำนวนเงินมหาศาลที่พวกเขาจะได้รับ และนำไปสู่การสนับสนุนอย่างลับๆ ต่อขบวนการที่กำลังเห็นต่างจากรัฐมาอย่างยาวนาน โดยง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ จากแหล่งข่าวของหน่วยงานความมั่นคง พบว่า องค์การที้มีหน้าที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาในพื้นที่เหล่านั้น มีแนวร่วมของขบวนการร้ายแห่งนี้ แฝงตัวเข้าไปร่วมดำเนินการดังกล่าว เพื่อทำให้รายชื่อเด็กรักเรียนผีที่ไม่มีอยู่จริงในโรงเรียน สามารถปกปิด อำพรางจากรัฐ จนสามารถนำเงินอุดหนุนรายหัวออกมาให้ผู้บริหารและเจ้าของสถานศึกษาได้อย่างง่ายดายตามแผน

และนั่น จึงเป็นที่มาของสิ่งชี้สอบว่า องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลเหล่านั้น จะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำอันเป็นการทุจริตเหล่านั้นหรือไม่ มากน้อยอย่างไร เพราะหากองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่ ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็เชื่อว่า สถานศึกษาเหล่านั้น ก็จะไม่สามารถกระทำการทุจริตดังกล่าวได้โดยง่าย และลุกลามไปสู่การทุจริต โดยการหักหัวคิวเงินที่รัฐสนับสนุนการศึกษาให้ลูกหลานไทยในพื้นที่ได้มีคุณภาพการศึกษาที่ทัดเทียมกับเด็กในพื้นที่อื่น ทั้งยังหักหัวคิวเงินค่าตอบแทนครูที่รัฐพยายามปิดช่องว่างการทุกจริต ด้วยการโอนเงินเดือนให้เข้าบัญชีของครูในสถานศึกษาโดยตรง โดยการยึดบัตรกดเงิน ATM ไปกดเงินเพื่อยักยอกเงินส่วนหนึ่งไปก่อนที่จะเหลือจ่ายให้ครูในแต่ละเดือนอย่างโจ่งแจ้ง โดยที่สามารถรอดหู รอดตา สช.จังหวัด และสช.อำเภอ ในบางแห่งไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เหล่านี้ จึงเป็นเหตุอันสมควรที่ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอ ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จะต้องถูกตรวจสอบพฤติกรรมจากส่วนกลาง โดยเฉพาะกระทรงศึกษาธิการ ที่กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่กำลังอื้อฉาวในประเด็นดังกล่าว ทั้งที่ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอ ในพื้นที่มีกำลังมีปัญหาด้านความมั่นคงของชาติเหล่านี้ ควรจะมีบทบาทและหน้าที่เป็นพิเศษกว่า สช.ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ เพราะนอกจากจะต้องกำกับดูแลมาตรฐานการจัดการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการของประเทศนี้กำหนดไว้แล้ว องค์กรเหล่านี้ ก็จะต้องกระกำการกำกับดูแลสถานศึกษาเอกชนในเขตรับผิดชอบของตนเอง ให้เอื้ออำนวย สนับสนุน ส่งเสริมงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อนำความสันติสุขมาสู่คนในพื้นที่อีกด้วย และนั่น ก็คือห้วงเวลาอันเหมาะสมเป็นที่สุดที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทหน้าที่ และตรวจสอบพฤติกรรมของ สช.ในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้ สช. ในพื้นที่เหล่านั้น เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสันติสุขมาสู่ดินแดนแห่งนี้อย่างเป็นรูปธรรม