ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ในสังคมไทย ได้ให้ความสำคัญสูงสุด ต่อ พรรคการเมือง ที่เป็นช่องทางเดียวที่จะเข้าสู่และใช้อำนาจรัฐ ความหมายของพรรคการเมือง คือ กลุ่มบุคคลที่มีการจัดตั้งองค์กรร่วมกันโดยมีอุดมการณ์ทางการเมือง เหมือนกัน โดยกลุ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะยึดกุมอำนาจรัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เข้าเป็นรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามอุดมการณ์ของตนให้สัมฤทธิ์ผล และโดยหลักการสำคัญ คือ ต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก หรือพรรคการเมืองขนาดเล็กหรือมีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม พื้นที่ ก็ต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความหมายในเชิงหลักการ แต่ในข้อเท็จจริง สำหรับประเทศไทย ยังมีความหมายที่ต่างออกไปตามหลักการประชาธิปไตย ที่ว่า “ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน” เพราะ “ พรรคการเมืองที่เข้าสู่อำนาจรัฐ” ที่ผ่านมา ไม่ได้เอาผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน แต่เอาผลประโยชน์ของเจ้าของพรรค นายทุนพรรค หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคมาก่อน แต่ก็มักกล่าวอ้างว่า ทำเพื่อผลประโยน์ของประชาชนและประเทศชาติทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริง คือ ประชาชนและประเทศ ยังทุกข์ แต่นักการเมืองพรรคการเมือง ร่ำรวยมีอำนาจมากขึ้น นั้น แสดงให้เห็นว่า “ พรรคการเมืองที่ผ่านมา ยังมิใช่พรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง “

วันนี้ จะขอนำเรื่องของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคทวงคืนผืนป่า” “พรรคพลังธรรมใหม่ “พรรคประชาชาติ” แต่ที่น่าสนใจ คือ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ที่มีจุดมุ่งในการแก้ปัญหาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ฯ
พรรคนิช : โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 พรรคนิช (niche party) หมายถึง พรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม “นิช” (niche) หมายถึงฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยหลักกว้างๆ แล้ว สามารถจำแนกพรรคนิชจาก “จุดยืน” บนเส้นอุดมการณ์ซ้าย-ขวา เพราะพรรคนิชมักเป็นพรรคสุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ในเยอรมนี ซ้ายจัด :พรรคคอมมิวนิสต์ ขวาจัด : พรรคชาตินิยมปีกขวา
ส่วนที่อยู่กลางๆ ไม่ใช่พรรคนิช แต่เป็นพรรคใหญ่ :พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party) พรรคเสรีนิยม (Liberal Party) พรรคคริสเตียนดิโมแครต (Christian Democratic Union Party) และ กลุ่มพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ (Conservative Party Families)
พรรคที่อยู่กลางๆ มักได้เป็นรัฐบาล เพราะมีนโยบายตอบสนองต่อคนทุกกลุ่ม (Catch-all Party) ในทางวิชาการจึงเรียกพรรคกลางๆ นี้ว่า “พรรคกระแสหลัก (mainstream party)

อย่างไรก็ตาม พรรคที่อยู่กลางๆ นี้ยังค่อนไปซ้ายหรือขวา แตกต่างกันได้อีก เช่น ในเยอรมนี พรรคคริสเตียนดิโมแครตจัดเป็นพรรคกลาง-ขวา ,พรรคสังคมประชาธิปไตยจัดเป็นพรรคกลาง-ซ้าย จุดยืนซ้ายหรือขวาที่ต่างกันนี้ส่งผลต่อนโยบายและการเลือกตั้ง เพราะพรรคค่อนมาทางซ้ายมักมีจุดยืนที่จะจัดสวัสดิการในดีกรีมากกว่าทางขวา ,ขึ้นอยู่กับว่าในเวลาเลือกตั้งนั้นสังคมต้องการสวัสดิการจากรัฐมากหรือน้อย ช่วงที่สังคมต้องการสวัสดิการมาก พรรคทางซ้ายจะได้รับเลือกมากกว่า หากสังคมต้องการให้รัฐลดบทบาทฯ โดยผลักดันไปให้เอกชนทำแทน พรรคทางขวาจะได้รับเลือกมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ
บุคลิกภาพและความสามารถของผู้นำพรรคและผู้สมัคร

เม็กกวิด (Meguid) อธิบายว่า พรรคนิชมีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ (1) พรรคนิชจะพยายามนำประเด็นใหม่ๆ (new issues) เข้ามาแข่งขันทางการเมือง (2) ประเด็นที่นำเสนอนี้จะไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ตรงกลาง แต่ฉีกออกไปไม่ทางซ้ายก็ทางขวา และจะไม่เหมือนกับประเด็นเดิมๆ ที่พรรคใหญ่ใช้ในการหาเสียง และ (3) พรรคนิชจำกัดประเด็นที่จะเสนอในการแข่งขันนี้ไม่มาก ตัวอย่าง พรรคกรีนเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมเพียงประเด็นเดียว และยังใช้เป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเรื่อยมา อีกตัวอย่าง คือ พรรคชาติพันธุ์และดินแดน ซึ่งเน้นความเป็นอิสระของดินแดน หรือพรรคชาตินิยมขวาจัดที่เน้นเรื่องการจำกัดจำนวนผู้อพยพและให้ความสำคัญกับประเพณีดั้งเดิม ถ้าเทียบกับบ้านเรา พรรคนิชของไทยน่าจะเป็น “พรรคทวงคืนผืนป่า” “พรรคพลังท้องถิ่นไท” “พรรคประชาชาติ” ( แต่ยังมีความต่างกัน ในเรื่องของนโยบาย หลักการ แนวทาง ฯ ที่ของไทยเรา ยังต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นอีก)

พรรคนิชมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเสถียรภาพทางการเมือง เหตุผล คือ

1. พรรคนิชเป็นตัวแทนของคนกลุ่มน้อย ถึงแม้จะได้รับเลือกตั้งน้อย แต่ก็มีตัวแทนเฉพาะกลุ่ม

2. พรรคนิชมีส่วนเสริมสร้างเสถียรภาพรัฐบาล เพราะมักเข้าไปเป็นรัฐบาลผสมจนกลายเป็นเสียงข้างมาก เช่น พรรคกรีนในเยอรมนีจับคู่กับพรรคสังคมประชาธิปไตยเป็นรัฐบาล ที่ผ่านมาพรรคทางซ้ายมักจับกับทางซ้ายทำนองเดียวกัน พรรคทางขวาก็มักจับกับทางขวา นานๆ จึงมีพรรคใหญ่จับคู่กันเองเป็นรัฐบาลผสม เรียกว่า “grand coalition” เช่น การจับคู่กันระหว่าง “พรรคสังคมประชาธิปไตย” กับ “พรรคคริสเตียนดิโมแครต” ในเยอรมนี แต่การจับคู่ระหว่างพรรคยักษ์ใหญ่ทั้งสองนี้เกิดขึ้นเพียงบางครั้ง เช่น การจับคู่กันใน ปี 1966, 2005, 2013 และ 2018 เหตุผลเป็นเพราะ “ยักษ์ใหญ่ทั้งสอง” มักระแวงว่าอีกฝ่ายจะ “ใหญ่” กว่าตน รวมทั้งกลัวว่าตนจะถูกอีกฝ่ายครอบงำ หรือไม่ก็เมื่อร่วมหัวจมท้ายเป็นรัฐบาลแล้ว คะแนนตกด้วยกันทั้งคู่ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่บางพรรคสามารถจับคู่ได้ทั้งซ้ายและขวา เช่น พรรคฟรีดิโมแครต (FDP) ที่รวมได้ทั้งกับพรรคคริสเตียนดิโมแครตและพรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคนิชจะไม่ค่อยเปลี่ยน “จุดยืน” ถ้าเปลี่ยนเมื่อใด ก็จะไม่ได้รับความนิยม อาจถึงขั้นทำให้พรรคล่มสลาย เช่น พรรคกรีนมีจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ชูประเด็นสิ่งแวดล้อมตลอด เพียงแต่อาจปรับประเด็นย่อยๆ ของเรื่องสิ่งแวดล้อมไปตามสถานการณ์บ้านเมืองหรือยกตัวอย่าง “พรรคทวงคืนผืนป่า” ของไทย คงไม่กล้าเปลี่ยนนโยบายไป “แจกเอกสารสิทธิที่ดิน” ให้ชาวบ้านครอบครองป่าเสื่อมโทรม

3.พรรคนิชแทบจะไม่มี “party swithchers” คือ “พวกย้ายพรรค” สืบเนื่องมาจากจุดยืนที่ชูเป็นนโยบายนั้นต้องมั่นคงและไม่แปรเปลี่ยน ผิดกับพรรคใหญ่ที่มี ส.ส.นิยมย้ายพรรคมากกว่า เช่น ในสหรัฐอเมริกา การย้ายพรรคของ ส.ส.ช่วงหลังทศวรรษ 1950 มักย้ายไปอยู่พรรคใหญ่ด้วยกัน ส่วนการย้ายจากพรรคใหญ่ไปพรรคเล็ก หรือจากพรรคเล็กไปพรรคใหญ่แต่มีสาเหตุจากการไม่ได้รับเลือก ให้ลงสมัครจากระบบไพรมารีหรือการหยั่งเสียงขั้นต้น หรือต้องการย้ายเพื่อเพิ่มโอกาสการได้เป็น ส.ส. ซึ่งบ้านเราต้องระวัง เพราะหากนำระบบไพรมารีมาใช้จริงๆ “คนแพ้” ก็คงย้ายพรรคเหมือนกัน

4. พรรคนิช จะช่วยลดการเป็นเผด็จการรัฐสภา เนื่องจากพรรคนิชจะเข้าไปแชร์คะแนนเสียงและแชร์เก้าอี้ ส.ส. ทำให้จำนวนเสียงในสภากระจายออกไป แม้พรรคใหญ่อาจมีเสียงข้างมาก ก็ไม่ใช่เสียงข้างมากเด็ดขาด และเมื่อคราวที่ต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลผสม พรรคนิชก็ต้องต่อรองเพื่อให้รัฐบาลผสมนำนโยบายของพรรคนิชไปปฏิบัติ

5. ซึ่งน่าจะเป็นประการสำคัญที่สุด คือ พรรคนิชช่วยสลายขั้วการเมือง หรือลดความรุนแรง จากการแบ่งเป็นบล็อก (block) หรือป้อมค่ายทางการเมือง (ยกเว้นพรรคนิชที่แอบไปจับมือกับพรรคใหญ่ไว้ก่อน หากทำอย่างนั้นก็มีแต่ทำให้ขั้วการเมืองแข็งขึ้น) เหตุผลเพราะพรรคนิชนำการเมืองไปสู่ความสนใจประเด็นย่อยๆ เฉพาะด้าน ลงลึกกว่าการเมืองสองขั้ว ที่มองอัตลักษณ์กันเผินๆ แล้วแบ่งคนเป็น “เหลือง” หรือ “แดง” แบบบ้านเรา และปลูกฝังว่าตนเท่านั้น “ถูก” และอีกฝ่ายต้อง “ผิด” ทั้งที่อ้างประชาธิปไตยเหมือนกัน โดยไม่มีทางเลือกให้คนอยู่กลางๆ หรือฝ่ายอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สองพวกข้างต้น พลอยทำให้สื่อ นักวิชาการ นักการเมือง หรือชาวบ้าน ถูกกระทบจากการจัดข้าง จนกระอักกระอ่วนไปตามๆ กัน ปัญหาของพรรคนิชอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะได้รับเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปมีบทบาทในสภา ดูเวอร์เช่เคยเสนอหลักการไว้ว่า “ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน” (Proportional Representation Systems) ช่วยให้พรรคเล็กอยู่รอด ซึ่งในบรรดาพรรคเล็กที่อยู่รอดเหล่านี้จะมีพรรคนิชอยู่ด้วย ดังนั้น ระบบสัดส่วนจึงช่วยให้พรรคนิชเข้าไปแข่งขันและมีโอกาสชนะ โดยอาศัยจุดเด่นของพรรคที่มีความแตกต่างเฉพาะด้าน และมีปัจจัยอื่นๆ เป็นปัจจัยเสริม ได้แก่ การหาเสียงของพรรคนิช เช่น ถ้าคนชอบพรรคนิชมาก การหาเสียงก็ทำได้ง่าย หรือในทางกลับกัน หากหาเสียงมากและเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ พรรคนิชก็อาจได้รับความนิยมได้เช่นกัน อีกปัจจัยหนึ่ง เป็นตัวผู้สมัคร ถ้าเป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมในพื้นที่ก็อาจส่งผลต่อความเป็นพรรคพวก (partisanship) กับพรรคสูง ทำให้พรรคนิชได้คะแนนด้วย

ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่พรรคนิชมักเป็นพรรคใหม่ ในแง่ของการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น พรรคใหม่มีความเป็นสถาบันน้อยกว่าพรรคเก่า พรรคเก่ากระตุ้นให้เกิดความมั่นคงและไว้วางใจพรรคได้มากกว่า แต่ประเด็นหลังนี้ไม่แน่นักสำหรับประเทศไทย เพราะพรรคเก่าก็ไม่ได้ “เก๋า” เสมอไป

บางครั้งยิ่งเก่า กลับยิ่ง “ดื้อ” ก็มี ยิ่งกว่านั้น พรรคเก่าทุกพรรคต่างถูกจับดองเค็มมา 4-5 ปี ไม่รู้ว่ายังมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรเหลืออยู่บ้าง ขณะนี้บางพรรคยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะขึ้นต้นตรงไหน บางพรรคหนักกว่านั้นอีก เพราะยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าระบบเลือกตั้งที่ใช้อยู่เป็นระบบอะไร ออกแบบมาเพื่ออะไร และจะวางยุทธศาสตร์ตอบโต้อย่างไร ระบบเลือกตั้งบ้านเราปี 2562 ใช้กฎเกณฑ์การเลือกตั้งที่ไม่เป็นสัดส่วน (disproportional electoral rules) ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อพรรคนิช

จึงน่าจับตาดูว่าพรรคนิชของไทยจะเหลือรอดเข้ามากี่คน และจะมีบทบาททางการเมืองสมกับที่เป็นพรรคนิชหรือไม่ เพียงใด