กรณีฝ่ายการเมืองกำลังวิตกกังวลเรื่องของคำสั่งที่ 16/2561 ในประเด็นที่ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. เปลี่ยนแปลงพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง ขยายเวลาประกาศเขตได้จนกว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลบังคับใช้ อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ควรให้น้ำหนักมากน้อยแค่ไหน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องการแบ่งเขตและความสำคัญเสียก่อน สดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ให้ความเห็นกับ “สยามรัฐ”ว่า “การแบ่งเขตมีความสำคัญต่อการเลือกตั้ง ก่อนจะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีส.ส.แบบแบ่งเขต โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดมีส.ส.350 คน จึงต้องมี350 เขต การจะพิจารณาว่าแต่ละจังหวัดจะมีส.ส.ได้กี่คน จะคำนวณจากจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรกับจำนวนเขตมาหาค่าเฉลี่ย จำนวนประชากรคิดจากฐานตัวเลข ก่อนวันที่มีการเลือกตั้ง เช่นมีการเลือกตั้งในเดือนปี 2562 จะคำนวณประชากรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จากที่กกต.ประกาศจำนวนราษฎร 66,188,503 คน เมืเฉลี่ยแล้วประชากรจำนวน189,110 คนจะได้ส.ส. 1 คน

จะเห็นได้ว่าแต่ละจังวัดมีราษฏรไม่เท่ากัน เช่น กรุงเทพฯมหานคร มีประชากร 5 ล้านกว่าคน ก็จะมีส.ส.ได้ 30 คน มีจำนวนเขต 30 เขต บางจังหวัดมีจำนวนประชากรน้อย เช่น จ.ตราด จ.นครนายก จ.อ่างทอง มีแค่ 2 ล้านกว่าคนเท่านั้นก็จะมีส.ส.ได้จังหวัดละ 1 คน เพราะฉะนั้นจังหวัดที่มีส.ส.1 คนจะไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งเขต เพราะถือเอาทั้งจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งหมด ทีมีปัญหาคือบางจัวหวัดที่มีประชากรมาก เช่นกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ หรือหัวใจของการแบ่งเขตมีอยู่ 3 ข้อ ตามมาตรา 26 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ที่จะประกาศบังคับใช้ กำหนดว่า

1.การแบ่งเขตแต่ละเขตเลือกตั้งจะต้องมีพื้นที่ติดต่อกัน

2.ต้องจัดให้มีจำนวนประชาชนในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

3.ต้องให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ก่อนเลือกตั้งต้องให้เขาทราบว่าอยู่ในเขตไหน จะได้ไปเลือกตั้งได้ถูก

อดีตกรรมการเลือกตั้ง กล่าวว่า เท่าที่เคยมีปัญหากันมา เช่น บางเขตมีแม่น้ำกั้นอยู่ ประชาชนทั้งสองฝั่งเคยติดต่อกัน ไปมาหาสู่ค้าขายด้วยกัน แต่เมื่อแบ่งเขตแล้วเขาแยกออกจากกันก็ร้องเรียนมาที่กกต. ว่าขออยู่ในเขตเดียวกันเป็นต้น

การแบ่งเขตเลือกต้งจึงอาจมีผลกระทบต่อหัวคะแนนด้วย เพราะบางทีต้องยอมรับว่า นักการเมืองจะมีหัวคะแนนในแต่ละเขต ถ้าแบ่งแล้วหัวคะแนนคนดังกล่าวไม่ได้อยู่เขตที่นักการเมืองต้องการก็จะหาเสียงยาก เป็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของนักการเมืองในแต่ละพรรค”

การแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะมีขึ้น หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่อาจเป็นปัญหาในเชิงการเมือง ซึ่งเราเห็นว่าในยุคที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแล้ว การแสดงออกทางการเมืองของนักเลือกตั้งพึงควรระมัดระวัง หากไม่มีการแบ่งเขตที่พิศดารหรือมีข้อพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดปกติ ไม่โปร่งใสก็ไม่ควรตื่นตูม ทว่าในทางกลับกันหากผิดไปจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ก็สามารถร้องเรียนต่อศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ