รายงานพิเศษ

ในช่วงเวลานี้ เรื่องที่กระแสสังคมกำลังจับจ้องมองดู และให้ความสนใจ คือ การประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มูลค่ากว่า 2 แสน 2 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 220 กิโลเมตร เพราะถือเป็นโครงการอภิมหาโปรเจ็คขนาดใหญ่ที่จะปลุกเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นคืนชีพ อีกทั้งช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย

โดยล่าสุด “การรถไฟแห่งประเทศไทย” หรือ รฟท. ประกาศว่า “กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์ และพันธมิตร” และ “กลุ่มบีเอสอาร์” ทั้ง 2 กลุ่มผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติทั่วไป แต่ตามหลักเกณฑ์การประมูลครั้งนี้ยังต้องพิจารณาในส่วนที่เหลืออีก 3 ด้าน คือ ด้านเทคนิค ด้านราคา และ ข้อเสนอพิเศษ เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเกิดสูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน

หากจะเปรียบ 2 กลุ่ม ทั้ง กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร และ กลุ่มบีเอส อาร์ เป็นมวยคู่เทียบเรียกได้ว่า เป็นมวยสูสี ชั้นเชิงและกลยุทธ์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ใครจะเป็นมวยได้เปรียบเสียเปรียบอย่าลืมว่าโครงนี้นี้ต้องให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่า คุ้มการลงทุนกับประเทศชาติอย่างสูงสุด

ในฝั่งของ บีทีเอส อาจดูเหมือนจะได้เปรียบเพราะมีประสบการณ์ด้านรถไฟฟ้ามาแล้ว 19 ปี แต่ต้องไม่ลืมว่า การประมูลครั้งนี้ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และ บีทีเอส ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ ส่วนพันธมิตร ยังเป็นหน้าเดิมที่ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสีเหลือง คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ภายใต้กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์

ขณะที่ฟากฝั่ง กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร จัดเต็มดึงเอาบริษัทก่อสร้างอันดับ 1 และ 2 ของประเทศมาเป็นพันธมิตร ทั้ง อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ // ช.การช่าง

ส่วนเรื่องประสบการณ์ด้านธุรกิจ แม้ไม่มีเคยทำระบบรางมาก่อน แต่มีบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ ที่บริหารรถไฟใต้ดิน MRT ถือเป็นคู่แข่งของ บีทีเอส โดยตรง ขณะเดียวกัน ยังได้กลุ่มChina Railway Construction Corporation Limited หรือ CRCC สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือหุ้น ร้อยละ 10 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมการก่อสร้างขนาดใหญ่เชี่ยวชาญการก่อสร้างด้านระบบสาธารณูทุกประเภท และผลิตสายรถไฟกว่า 1 แสนกิโลเมตร ทั้งรถไฟใต้ดิน และ โมโนเรล

และเพื่อเสริมทัพให้แข็งแกร่งมากขึ้น ซีพี ยังมีพันธมิตรจากจีนอีก 3 รายคือ China Resources (Holdings) Company Limited ,CITIC Group Corporation และ CRRC-Sifang รวมถึง ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือ JBIC ,Japan Overseas Infrastructure Investment Corporation for Transport & Urban Development หรือ JOIN ,บริษัท Siemens จากเยอรมนี ,Hyundai จาก เกาหลีใต้ และ Ferrovie dello Stato Italiane จาก อิตาลี

จะเห็นว่า พันธมิตรของซีพี ทั้งหมด ล้วนมีจุดแข็งรอบด้าน ทั้ง ได้บริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการเดินรถจากอิตาลี ที่ถือได้ว่าชั้นนำระดับโลก และยังเป็นบริษัทที่ทำกำไร มีประสบการณ์ตรงนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องเงินทุนไม่ต้องห่วง เพราะได้แรงหนุนจาก JOIN ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนรายใหญ่ อีกทั้ง ยังมี เจบิค ปล่อยกู้ด้านการลงทุนภาครัฐ รวมถึง CITIC (ซิติก)Group Corporation สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีน

และอีกหนึ่งจุดเด่นที่ กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร เสนอในซองที่ 4 คือ สนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นควบคู่ไปกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น พร้อมมีแนวคิดที่จะส่งเสริมการพัฒนาชีวิตคุณภาพชีวิตของคนไทย และให้สิทธิ์ผู้พิการได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงฟรีตลอดชีพ

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ใครจะเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คาดว่า ปลายเดือนธันวาคมนี้ คงจะทราบผลการคัดเลือก

แต่ไม่ว่ากลุ่มใดจะชนะการประมูล คว้าเค้กชิ้นก้อนโตไปครอง สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก คือ ผลประโยชน์จะต้องเกิดกับประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และการประมูลต้องยืนอยู่บนความถูกต้องโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก