ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

บรรยากาศ “เวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561” (ASEAN Civil Society Conference/ASEAN Peoples’ Forum 2018 – ACSC/APF 2018) ระหว่างวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สมาคมผู้สำเร็จการศึกษาของสิงคโปร์โปลีเทคนิค (Singapore Polytechnic Graduates Guild–SPGG) ประเทศสิงคโปร์ นั้น บูรพา เล็กล้วนงาม ผู้ช่วยบรรณาธิการภาษาไทย เดอะอีสานเรคคอร์ด สนับสนุนสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประชาธิปไตย เคยทำงานสื่อมาหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ รายงานไว้อย่างละเอียด นับตั้งแต่บรรยากาศวันแรกซึ่งเป็นการประมวลภาพรวมโดยกว้าง มีการพูดในเวทีใหญ่ให้ผู้ร่วมประชุมทุกคนเข้ารับฟัง

รายการที่น่าสนใจช่วงเช้า ได้แก่ การบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนควรรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากการพัฒนา รายการช่วงบ่ายเป็นช่วงรายงานข่าวจากภาคประชาสังคม มีการพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเรียกร้องให้ภาคประชาสังคมทำธุรกิจติดต่อค้าขายกันเองในอาเซียน ส่วนช่วงเย็นเป็นกิจกรรมย่อย อาทิ กิจกรรมทัวร์ในบูกิตบราวน์กับ เต็ง เคียต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปเยี่ยมชมสุสานคนจีน (ฮวงซุ๊ย) ที่จะต้องถูกรื้อถอนเพื่อให้เกิดโครงการพัฒนา และกิจกรรมเดินศึกษาผู้อพยพ กิจกรรมนี้ต้องการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสกับการเป็นผู้อพยพว่าต้องประสบกับสถานการณ์ใดบ้าง เช่น การสร้างที่พักชั่วคราว การข้ามพรมแดน การพลัดพรากจากครอบครัว และการหางานทำ

เข้าสู่บรรยากาศวันที่สองของการประชุม เป็นการแยกกลุ่มย่อยทั้งช่วงเช้าและบ่าย แบ่งเป็น 6 กลุ่ม อาทิ เวทีการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม มีการพูดถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ ทำให้เกิดผลกระทบจากการขึ้นลงของน้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติตามฤดูกาลต่อคนในพื้นที่ อาทิ ไทย ลาว และกัมพูชา โดย คำปิ่น อักษร นักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส ได้นำเสนอปัญหาเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานี ที่พื้นที่เกษตกรรมเสียหายจากน้ำท่วมเนื่องจากเขื่อนในประเทศจีนปล่อยน้ำจากเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขง และรายได้จากการจับปลาของชาวบ้านลดลงกว่า 10 เท่าตัว จนชาวบ้านต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหาปลาและปลูกผัก ไปเป็นการซื้ออาหารสดจากตลาด

ในเวทีนี้ยังพูดถึงผลกระทบจากกรณีเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยแตกที่แขวงอัตบือ สปป.ลาว โดย เปรมฤดี ดาวเรือง จากเครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาว ทำให้ภาคประชาชนจากประเทศลาวโต้แย้งว่า คนลาวมีสิทธิที่จะพัฒนาประเทศ และปัญหาประมงในแม่น้ำโขงเกิดจากเรื่องอื่นด้วยไม่ใช่เกิดจากเขื่อนอย่างเดียว (ภาคประชาชนจากประเทศลาวเป็นตัวแทนที่รัฐบาลลาวส่งเข้าร่วมประชุม)

เวทีการเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยของผู้ย้ายถิ่น มีการพูดถึงสถานการณ์ของชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ โดยนักกิจกรรมหลายคน รวมถึงนักกิจกรรมชาวเมียนมาร์ที่ต้องปกปิดตัวตนเพื่อความปลอดภัย ช่วงการสอบถามถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ ไม่ได้รับตอบจากเวที รวมถึงมีการสอบถามถึงความต้องการที่แท้จริงจากปากชาวโรฮิงญาซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน

เวทีสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม/ความยุติธรรม ในเวทีนี้ ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ได้ร่วมเป็นผู้นำเสนอประเด็นด้วย รายละเอียดในข้อหนึ่งที่เสนอ คือ เรียกร้องให้ชาติที่จะเป็นประธานการประชุมอาเซียนซัมมิทต้องมีรัฐบาลมาจากตัวแทนของประชาชน (การเลือกตั้ง) ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงการณ์ภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561 (Draft ACSC/APF 2018 Statement) ด้วย ข้อเสนอดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอของคณะกรรมการรากหญ้าอาเซียน (ประเทศไทย) ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2561 เพื่อยื่นต่อกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561

วันสุดท้ายของเวที ACSC/APF 2018 (4 พ.ย. 61) เป็นวันร่างแถลงการณ์ภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561 ในห้องประชุมใหญ่ แต่ก่อนจะร่างฯ มีการฉายภาพยนตร์เรื่องราวการหายตัวไปของ “สมบัด สมพอน” นักพัฒนาสังคมชาวลาวซึ่งหายตัวไปจากการถูกลักพาตัว พร้อมมีการยืนไว้อาลัยแก่สมบัดด้วย

การร่างแถลงการณ์ช่วงเช้า ประธานที่ประชุมของสิงคโปร์แจ้งต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่า ต้องการยกร่างแถลงการณ์ให้กระชับและนำสิ่งเฉพาะที่ได้จากการประชุมกลุ่มย่อย 6 กลุ่มมาบรรจุไว้ในแถลงการณ์ แต่ปรากฎว่า ร่างแถลงการณ์มีความยาวถึง 9 หน้ากระดาษ เนื้อหาภาพรวมในแถลงการณ์เป็นการนำปัญหาและสถานการณ์ของแต่ละประเทศมาบรรจุไว้ โดยไม่ได้ปัญหาหรือสถานการณ์ร่วมกันของอาเซียน อีกทั้งยังมีการเพิ่มเติมประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องในห้องประชุมลงไปในแถลงการณ์ด้วย และก่อนที่จะเริ่มร่างแถลงการณ์ในเวลาบ่าย เจ้าภาพได้ฉายภาพยนตร์ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แทรกเข้ามา ทำให้กิจกรรมในวันที่ 3 ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 3 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ศันสนีย์  สุทธิศันสนีย์ กรรมการจัดงานมหกรรมภาคประชาชนอาเซียนปี พ.ศ. 2561 (ประเทศไทย) กล่าวเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ว่า เจ้าภาพจะจัดทำแถลงการณ์ฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะไม่ทันต่อการยื่นแถลงการณ์ ACSC/APF 2018 ต่อที่ประชุมอาเซียนซัมมิทที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายนนี้ และกิจกรรมสำคัญสุดท้าย คือ การรับธงอาเซียนภาคประชาชนต่อจากประเทศสิงคโปร์ โดยภาคประชาชนไทยจะเป็นภาพเจ้าจัดการประชุมครั้งต่อไปในปี 2562 ซึ่งได้รับการตอบรับผู้เข้าร่วมประชุมจากชาติอื่นๆ

ร่ายเรียงให้เห็นภาพบรรยากาศการประชุมแล้ว ไว้ตอนหน้า ลองมาฟังเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมการประชุมกันว่ามีทัศนะความรู้สึกเช่นใด โดยเฉพาะตัวแทนจากพื้นที่ “จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพราะมีหลายแง่มุม ทั้งเชิงการใช้ภาษา รากประวัติศาสตร์ร่วม การอยู่ด้วยกันภายใต้ความหลากหลายของผู้คน การเผชิญสถานการณ์รุนแรง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ฯลฯ ทั้งที่เป็นทั้งภาพบวกและลบ ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนกลไกแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องเผชิญร่วมกัน