ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้จับตาเศรษฐกิจไทยปี 62 ถูกกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ คาดแนวโน้มดอกเบี้ยโลกปรับขึ้น ด้านนักเศรษฐศาสตร์เชื่อเศรษฐกิจไทยปีนี้โตไม่ถึงร้อยละ 4.5  ขณะที่ “นิด้า” มองส่งออกไทยเดือนต.ค.โต 8.7% ไม่แปลก เหตุราคาสินค้าเกษตรมีคำสั่งซื้อปลายปีหนุน เชื่อทั้งปีโต 8%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กล่าวในงานสัมมนาประจำปีเป็นครั้งที่ 31 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการรวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ มาร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก ในหัวข้อ "ยุคปฏิวัติข้อมูลและเทคโนโลยี กับก้าวต่อไปของประเทศไทย" ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเฝ้าระวังจากบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีทิศทางรุนแรงขึ้น แม้ว่าตัวเลขมูลค่าการส่งออกตลาดเอเชีย อาจจะไม่ได้ลดลงมาก เนื่องจากมีการสั่งซื้อสินค้ามาเเล้วล่วงหน้า แต่ผลกระทบจะเห็นอย่างชัดเจนต้นปี 2562 ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยมีทั้งผลบวกและผลลบ เพราะเมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงภาษีสินค้าสูงขึ้น ผลลบจะเกิดขึ้นกับสินค้าจีน เช่น เหล็ก อลูมิเนียม จะส่งไปขายที่สหรัฐไม่ได้ จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ด้วยการกระจายแหล่งผลิตไปประเทศอื่น ซึ่งอาจจะเป็นผลดีต่อไทย โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ส่วนภาคตลาดเงินตลาดทุน ผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนการทำธุรกิจให้ดี เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกที่เติบโตนั้นมาจากการก่อหนี้ที่สูง ทั้งภาครัฐและเอกชน และตอนนี้ธนาคารกลางประเทศหลัก เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ได้เริ่มส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบปกติแล้ว ส่งผลให้ดอกเบี้ยโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังคงเข้มแข็ง มีกันชนที่ดี ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง การก่อหนี้ต่างประเทศต่ำ ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ยังไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย 

ด้านนายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยกรรมการการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่าสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องขึ้นอย่างชัดเจนใกล้ร้อยละ 3 จากปัจจุบันร้อยละ 2.25 โดยคาดว่าจะปรับขึ้น 3 - 4 ครั้ง ภายใน 12 เดือน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ว่าจะมีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติหรือไม่ ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบบริษัทใหญ่ ๆ ที่กำลังจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตอย่างแน่นอน ส่วนเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอลงในไตรมาส 3 ที่ร้อยละ 3.3 เป็นผลมาจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เติบโตชะลอลง จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะเติบโตได้ที่ร้อยละ 4 เล็กน้อย สวนทางกับที่ธนาคารโลกประเมินไว้ว่าไทยจะโตได้ร้อยละ 4.5.

ขณะที่ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกของเดือนตุลาคม 2561 ที่กลับมาเป็นบวกขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 คิดเป็นมูลค่า 21,757.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากช่วงสิ้นปีการซื้อขายจะมากเป็นพิเศษ และช่วงนี้ราคาสินค้าเกษตรเริ่มปรับตัวดีขึ้น บางชนิดมีราคาสูงขึ้นมาก เช่น ข้าว ดังนั้นตัวเลขส่งออกหลังจากนี้ไปจะเป็นบวกและทั้งปีเชื่อว่าขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8 อย่างแน่นอน และไม่น่าจะต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ เชื่อว่าจะยังเติบโตได้ที่ร้อยละ 4.2 หรือแย่สุดจะอยู่ที่ร้อยละ 4