สถาพร ศรีสัจจัง

 ใครที่สนใจธรรมะ หรือคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเคยเป็น “แก่นแกน” ของสังคมไทยมายาวนานนับพันๆปี ที่เมื่อต้องปะทะกับแนวคิด และคำสอนของศาสนา “ทุนนิยมเสรี” เมื่อสักประมาณไม่เกิน 150 ปีที่พ้นผ่าน (แต่หนักสุดคือตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมี “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ กำกับการ” พัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย “เมื่อสักเมื่อสักช่วงต้นทศวรรษ2500 นี่เอง) จนถึงวันนี้ก็ต้องนับว่า “พ่ายแพ้ทุกแนวรบ”!
           
กล่าวคือ “ธรรม” หรือคำสอนในพระพุทธศาสนาที่เคยเป็น “จริยธรรมนำชีวิต” ให้ก่อ “วิถีวัฒนธรรมทางสังคมเชิงพุทธ” ที่มุ่งสร้างดุลยภาพในความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ/มนุษย์กับสิ่งธรรมชาติ และมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน เชิง “อยู่ร่วมแบบไม่ทำลาย” (ลดละอคติทั้งหลายที่ก่อให้เกิดภาวะสุดโต่งในเรื่อง “รัก โลภโกรธ หลง” เพื่อปลดปล่อยธาตุ “ความเห็นแก่ตัว” เพื่อการอยู่ร่วมกับ “เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย” อย่างสร้างสรรค์) ถูกแนวคิด “กำไรสูงสุด” ของระบบทุนนิยมเสรีเข้าครอบงำจิตใจอย่างถึงราก ก่อแก่นแกนชีวิตแบบตรงข้ามกับคำสอนเชิงพุทธโดยสิ้นเชิง
           
นั่นคือต้องเห็นแก่ตัว !
         
 วิธีวิทยาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจาก “การเรียนรู้” ที่จะเอาชนะสรรพสิ่ง (ทั้งสิ่งธรรมชาติทั้งปวง และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน) อันเกิดจากแรงกระตุ้นเร้าให้ถือครองแบบสั่งสม(โลภและหลง) ก่อเกิดกิเลสใหญ่อีก 2 ตัว คือ “รักและโกรธ” (ถ้าเป็นไปตามตนต้องการเรียกว่า “รัก” /ถ้าตรงข้ามเรียกว่า “โกรธ” หรือ “เกลียด”) ขึ้นในกลุ่มคนกระแสหลักของสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
           
ถ้าใครเคยไฝ่อ่านหรือฟังบทเทศน์ของอริยสงฆ์อย่างพุทธทาสภิกขุแห่งโมกขพลารามอยู่บ้าง ก็คงจะได้ข้อสรุปว่า คำสอนในฐานะเป็น “ทาสพระพุทธเจ้า” ของท่าน อยู่ที่การบอกทางว่า “ความเห็นแก่ตัว” นั่นแหละ คือศัตรูของมนุษย์ที่ก่อเกิดการทำลายล้างโลก และเป็นตัวทำลายสันติภาพของโลกมนุษย์อย่างสำคัญที่สุด
           
 และ “รักโลภโกรธหลง” นั้นยิ่งสั่งสมมากก็ยิ่งทุกข์มาก เพราะมันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งเชิงทำลายอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นตัวปรุง “ตัวกูของกู” อย่างร้ายแรงที่สุด และทางรอดของโลกนั้นจึงไม่ใช่ทุนนิยมเสรี หรือเสรีประชาธิปไตย แต่คือ “ธรรมิกสังคมนิยม”
             
ประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องที่ว่า สังคมที่ดีที่ “เป็นธรรม” ต้องเป็น “ประชาธิปไตย” ที่มี “ประชาชนเป็นใหญ่”นั้น ท่านพุทธทาสได้เขียนได้เทศน์ให้รายละเอียดไว้ในหลายแหล่งที่ในทำนองว่า ถ้า “ประชาชน” เป็นใหญ่ แต่ประชาชนเหล่านั้นเห็นแก่ตัว (ไม่รู้จักและปฏิบัติธรรมะ) สังคมนั้นก็จะ “ฉิบหาย” แน่นอน 
            
ใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดข้อเขียนหรือบทเทศน์ของท่านที่เกี่ยวเรื่องนี้(ซึ่งน่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่งในยุค คน “กระหายประชาธิปไตย” อย่างยุคปัจจุบัน) ก็หาอ่านหาฟังได้ไม่ยาก ทั้งที่อยู่ในรูปสื่อดิจิตอล สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ
           
 บางทีความหลงไหลได้ปลื้มที่ว่า วิธีคิด ทฤษฎี แนวคิด หรือระบบสำเร็จรูป หรือแนวคิดที่เป็น “วิทยาศาสตร์แบบตะวันตก” ที่เป็นแก่นปฏิปทาของระบบ “ทุนนิยมเสรี” และ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เท่านั้นที่ดีงาม ที่ถูกต้อง ที่ก้าวหน้า ฯลฯ ใครที่ไม่สมาทานรับสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสรณะย่อมเป็นพวกเร่อร่าล้าหลัง เป็นพวกปฏิกิริยา(Revisionist) เป็นพวกนั้นพวกนี้(ชอบตัดสินและสวมหมวกให้คนอื่น/แต่ใจไม่กว้างไม่เคยรับฟังใครอย่างแท้จริงเลย)อาจจะลดลงได้บ้าง
             
ท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า เมื่อคนพวกนี้เห็นธรรมะขึ้นบ้าง มิจฉาทิฐิก็อาจจะลดลง และก่อเกิดสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นที่ถูกต้อง “ชอบธรรม” ขึ้นบ้าง และนั่น “สันติ” ก็จะเกิดในหน่วยตัวเองของพวกเขาก่อน ก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้ว่าควรสร้างและเผื่อแผ่สิ่งนี้ไปสู่ “เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย” ชาวโลกคนอื่นๆด้วย
             
 โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่กำลังคึกคะนอง(ทั้งฝ่ายคสช.และพวกร่วมแห่ ที่ถูกเรียกว่า “ฝ่ายเผด็จการ”/ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” /รวมถึงฝ่ายอื่นใดที่กระหายจะได้รับส่วนแบ่งอำนาจจากเค้กชิ้นนี้ด้วย)ที่จะเข้าแข่งขัน “ลุยไถทางการเมือง” เพื่อการเข้าไปยึดกุม “อำนาจรัฐ” ในนามประเทศไทย นำมาเป็นเครื่องมือ “ประกอบการทางสังคม” ยิ่งควรต้องสนใจเรื่อง “ความไม่เห็นแก่ตัว” นี้ไว้ให้มากๆ 
             
เพราะถ้าเพียงเป็นผู้นิยมระบบ “ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่” แล้วตั้งพรรคการเมืองหรือลงสมัครให้ประชาชนเลือกเป็นตัวแทน แต่ยังเห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคและพวก แบบที่ท่านพุทธทาสเคยแจงเคยระบุไว้ ก็เห็นท่าเที่ยวนี้เมืองไทยจะ “ฉิบหาย” เอาจริงๆ !!!