แสงไทย เค้าภูไทย

ที่ประชุม APEC กลายเป็นเวทีปะทะกันระหว่างจีนกับสหรัฐเรื่องสงรามการค้า เสริมด้วยจีนกับเส้นทางสายไหมที่จะสร้างบ่วงหนี้คล้องคอชาติที่เข้าร่วมโครงการ One Belt,One Road

การประชุมสุดยอดองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก(Asia Pacific Economic Co-operation -APEC) จัดขึ้นที่ปาปัวนิวกินี สุดสัปดาห์ที่แล้ว ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลายอย่าง ที่สำคัญคือการปฏิรูปองค์กรการค้าโลก(World Trade Organization-WTO) ที่สมาชิกพากันระบุว่าไม่“free” แต่ “fair” ต่อนโยบายทำสงครามการค้า Trade War กับจีนของประธานาธิบดี โดแนลด์ ทรัมป์ ฝ่ายเดียว

งานนี้ ทรัมป์ส่ง ไมค์ เพ็นซ์ รองประธานาธิบดีมาแทน ส่วนจีนประธานาธิบดีสี่ เจิ้น ผิงมาเองซึ่งได้เตือนไปว่า สงครามการค้าครั้งนี้จะ “ไม่มีผู้ชนะ”

ฝ่ายเข้าข้างจีน ที่มีไทยด้วย พากันเรียกร้องให้สหรัฐลดอัตราภาษีขาเข้าหรือภาษีศุลกากร ที่เป็นอาวุธในการสกัดกั้นการบ่าทะลักของสินค้าจากชาติที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ

รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมีเนียมจากไทยด้วย

แต่เพนซ์ยังยืนกรานไม่ลด โดยโบ้ยไปว่า ให้ประธานาธิบดีสี่กับทรัมป์คุยกันเองในการพบปะกันที่การประชุมสุดยอด G-20

แต่แม้จีนจะได้เสียงสนับสนุนจากชาติร่วม APEC ส่วนใหญ่ ทว่าสิ่งที่กังวลกันอยู่ก็คือ การแผ่อิทธิพลทางการค้าของจีนไปตามเส้นทางสายไหมใหม่ที่เรียกว่า One Belt ,One Road (Belt and Road Initiative- BRI)

มีเสียงกระแนะกระแหนว่า ชื่อโครงการนี้น่าจะเปลี่ยนเป็น One Debt Belt, One-Way Road

เพราะชาติที่เข้าร่วมโครงการ จะกู้เงินจากจีนสร้างทางรถไฟจากจีนไปยังเอเชียตะวันตกเส้นทางหนึ่ง แล้ววกลงใต้สู่อาเซียนอีกเส้นทางหนึ่งเชื่อมกันเป็นวงแหวนหรือสายเข็มขัด

สายเข็มขัด (belt) จะกลายเป็น debt belt ผูกมัดเป็น Debt Traps บ่วงหนี้ โดยมีตัวอย่างให้เห็นอย่างปากีสถานในโครงการโครงข่าย China-Pakistan-Economic-Corridor -CPEC))และศรีลังกาที่ต่างก็ติดกับดักหนี้บนเส้นทางสายนี้

มีผู้ที่รู้ทันและหลุดพ้นจากกับดักนี้อยู่ 2 รายคือ มาเลเซียกับสิงคโปร์ที่อยู่ในโครงการ East Coast Rail Link จากบาดังเบซาร์ชายแดนไทยไปจนสุดปลายด้ามขวานที่สิงคโปร์

โดยดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตัดสินใจยกเลิกการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงส่วนนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรกมาเลเซียมีหนี้สาธารณะมาก กับอีกประการ มีการทุจริตในรัฐบาลที่แล้วมาก โดยอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิ๊บ อับดุลราซัก กำลังโดนคดีทุจริตอยู่หลายคดี

เชื่อกันว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับจีน ส่วนใหญ่ผู้นำประเทศเหล่านั้น มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการ “คอรัปชั่นในนโยบาย” อยู่แทบทุกรัฐบาล

ผู้นำประเทศไทยจะอยู่ในข่ายถูกเพ่งเล็งในประเด็นนี้หรือไม่ ยังไม่มีหลักฐาน มีแต่อาการส่อพิรุธ

สำหรับฉายา One-Way Road นั้น เป็นเพราะเส้นทางสายนี้ เมื่อสร้างเสร็จ จะกลายเป็นเส้นทางที่จีนระบายสินค้าไปสู่ชาติที่อยู่บนเส้นทางแต่ฝ่ายเดียวเสมือน “เส้นทางเดินรถทางเดียว”

กับดักหนี้ที่ชาติอาเซียนและชาติบนเส้นทางสายไหมใหม่ติดบ่วงนี้ นอกจากภาระต้องหาเงินใช้หนี้เงินต้นแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ขึ้นมาแล้วถึง 4 ครั้งในปีนี้ และมีแนวโน้มว่าจะขึ้นอีกครั้ง ส่งท้ายปี ล้วนกระทบต่อภาระหนี้

แม้แต่ตัวสหรัฐเองก็โดนด้วย เพราะเป็นชาติที่มีหนี้สาธารณะ( public debt) หนี้ที่รัฐบาลเป็นผู้ก่อสูงที่สุดในโลก

จีนก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน โดยมีมากเป็นอันดับ 3 ถัดจากสหรัฐและญี่ปุ่น

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยแต่ละ1%หมายถึงประเทศที่ต้องชำระหนี้เป็นดอลลาร์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 1% ของเงินกู้

หนี้สาธารณะที่รัฐบาลทั้งโลกก่อขึ้นนั้น ขณะนี้มีมูลค่าถึง 247 ล้านล้านดอลลาร์ อันเป็นมูลหนี้ส่อว่าจะเกิดวิกฤตในอนาคตอันใกล้ เพราะมีสัดส่วนถึง 318% ต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP)

ไทยเป็นหนี้ตัวเลขล่าสุด 6.4 ล้านล้านบาท ภาระดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีก 64,000 ล้านบาทต่อปี

แต่ชาติที่มีอัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงยังไม่มีอันตรายเท่ากับหนี้ครัวเรือน
ชาติเอเชียที่กำลังตกอยู่ในอาการหนักขณะนี้ได้แก่ญี่ปุ่น 145% ของจีดีพี เกาหลีใต้95% ของจีดีพี ไทย 70% ของจีดีพีมาเลเซีย 68% ของจีดีพี

เฉพาะไทย หนี้ครัวเรือน่วงนี้ ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 10 ปี

ตัวเลขหนี้สาธารณะสุดของไทยอยู่ที่ 6.4 ล้านล้านบาท ประชาชนคนไทย 65.4 ล้านคนล้วนร่วมกันรับภาระ

เฉลี่ยรายหัว หัวละ 978,593.27 บาท

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลประกาศนโยบายส่งเสริมคนไทยมีบุตรเพิ่มขึ้น

เพื่อจะได้เอาจำนวนประชากรทั้งหมดมาหารตัวเลขหนี้ต่อหัว ให้ดูน้อยลง