สมบัติ ภู่กาญจน์

ผมนำแนวคิดเรื่อง การมองโลกให้ครบทุกด้าน เพื่อใช้ในการเขียนหนังสือให้มีคนติดตามอ่าน ไปได้เรื่อยๆและอ่านกันได้ทุกฝ่าย ตามวิธีการของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเสนอไปแบบหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว

สัปดาห์นี้ ผมก็จะมีอีกแบบหนึ่ง มานำเสนอให้ผู้ที่รักการเขียนหรือการอ่าน ได้โปรดพิจารณา

พิจารณาว่า การสื่อสารหรือวิพากษ์วิจารณ์การเมืองกันด้วยวิธีการอย่างนี้ ก็สามารถทำได้ และสามารถสร้างความสนใจทางการเมืองของผู้คนทั่วไปให้สืบเนื่องต่อไปได้อีก โดยไม่ทำให้การเมืองมีแต่เรื่องการถกเถียงทะเลาะวิวาท หรือสาดใส่อารมณ์เพื่อที่จะเอาชนะในความเห็นที่ต่างกัน จนทำให้คนที่อยู่ตรงกลาง, ซึ่งยังไม่มีทั้งความรู้และส่วนได้ส่วนเสียมากพอที่จะเห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, มองเห็นการเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย และมีแต่ภาพลบ ดังเช่นที่เราเห็น-และเป็นอยู่ กันในปัจจุบัน

ในการทำหน้าที่ สื่อสารมวลชน ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในอดีต หลังจากที่เปิดคอลัมน์ชื่อ ‘ตอบปัญหาประจำวัน’ในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันขึ้นแล้ว อาจารย์คึกฤทธิ์ก็เชิญชวนให้ผู้อ่านเขียนปัญหาอะไรก็ได้ ที่อยากรู้ ถามมา เขายินดีที่จะตอบ ขอแต่เพียงให้ปัญหานั้นน่าสนใจและมีประโยชน์ต่อคนอ่านบ้าง เขาพร้อมที่จะตอบปัญหาทุกเรื่อง ให้กับคนทุกคน ที่อยากรู้ หรือต้องการความรู้ความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด

“ นิสัยคนไทยนั้น ไม่ชอบให้ใครท้า” ผมจำได้ว่าอาจารย์คึกฤทธิ์ เคยพูดสอนผมอย่างนี้ ในกาละยี่สิบปีถัดมา ที่ผมได้เริ่มรู้จักและได้รับใช้ใกล้ชิดกับท่านแล้ว น่าจะเป็นด้วยเหตุนี้เอง ที่ หลังจากคำประกาศเชิญชวนนี้ผ่านสายตาคนอ่านไปไม่เกินสัปดาห์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้รับจดหมายจากผู้อ่านท่านหนึ่ง เขียนถามปัญหามา ด้วยข้อความ ดังนี้

หม่อมฯเอย ฉันขัดข้อง แคลงใจ
หม่อมพี่เสนีย์ไฉน เงียบแท้
หรือว่าเกิดมีไอ- เดียผิด กันนอ
จริงเท็จหม่อมฯโปรดแก้ อย่าได้อำพราง

หากมี การเลือกตั้ง อีกหน
หม่อมคิดจะสละตน รับใช้
หรือหม่อมฯชอบเป็นคน- ขายข่าว กินฤๅ
หรือจักเหมาหมดไซร้ ตอบให้น่าฟัง

ปัจจุบัน หม่อมฯนั้น สังกัด
“พรรคประชาธิปัตย์” ฝ่ายค้าน
หรืออยู่ “พรรคจรจัด” ใดแน่
เคยคิดตั้งพรรคต้าน ใหม่ขึ้นหรือยัง?
( ลงนามผู้ถาม อ. ปาลิกภัฎ )

นี่คือ บรรยากาศในอดีต ของการสื่อสารมวลชนในสังคมไทย ที่การเมืองในวันนั้น ก็ดูจะไม่ต่างกับการเมืองในวันนี้ยุคนี้สักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสถานการณ์การเมือง เรื่องของนักการเมือง เรื่องของผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ หรือความข้องใจที่มีอยู่ของประชาชนคนทั่วไป เมื่อปัญหาการเมืองยังเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนหลายคนอยากฟังความเห็นหรือคำตอบ คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงต้องใช้ความสามารถเต็มที่ สำหรับการตอบปัญหาฉบับแรกเริ่มนี้ ซึ่งนี่คือคำตอบ ที่ผู้ตอบใช้ลีลาเดียวกัน ตอบปัญหานี้ว่า

เสนีย์เพียงแต่พ้อง โสทร เดียวเอย
ทางเกิดใช่ทางจร เลือกได้
ต่างคนต่างวิวรณ์ ความคิด ตนพ่อ
น้องเกริก พี่เงียบไว้ จึ่งได้สมดุลย์

สุดเดาสุดตอบถ้อย ถึงอนา-คตเอย
ไว้ร่วมใกล้เวลา จึ่งรู้
ปัจจุบันประกอบอา- ชีวะ
ขายข่าว ฤๅจักสู้ แข่งค้ายาดำ*

ประชาธิปัตย์เคยรุ่งเรื้อง บารมี นักเอย
ยศมากเพราะกรณี กอปร์ไว้
เสื่อมศักดิ์ด้วยรูปี* เป็นเหตุ
สละเงินสลัดพรรคได้ บัดนี้พรรคนอน
( ลงชื่อผู้ตอบคึกฤทธิ์ ปราโมช 5 กันยายน 2493 )

( ขออนุญาตหมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อาจจะเกิดไม่ทัน; ว่า เสนีย์ ปราโมช นั้นคือพี่ชายแท้ๆของคึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์มากับนายควง อภัยวงศ์และเพื่อนส.ส.อีกสองสามคนเมื่อปีพุทธศักราช 2489 ซึ่งคึกฤทธิ์ ปราโมชเคยทำหน้าที่เลขาธิการพรรคอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะลาออกจากทุกอย่างทางการเมืองเมื่อต้นปี 2491 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงระหกระเหินบนถนนการเมืองไทยอยู่ต่อมา คึกฤทธิ์ว่างงานอยู่สองปี ก่อนตัดสินใจออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อสยามรัฐ วางจำหน่ายเมื่อเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2493 วันเดียวกับที่เกาหลีเหนือบุกข้ามเส้นกั้นเขตแดนเข้าโจมตีเกาหลีใต้ จนกลายเป็นสงครามเกาหลี ที่อเมริกาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในภูมิภาคเอเซียนับตั้งแต่นั้นมา ส่วนคำว่า “ยาดำ” นั้นหมายถึง “ฝิ่น” ซึ่งกำลังมีข่าวเกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยยุคนั้นว่า ขบวนการค้าฝิ่นที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆนั้น เพราะมีการใช้อำนาจตำรวจไทยของคนในรัฐบาลบางคนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ส่วนคำว่า “ รูปี” ในที่นี้ คึกฤทธิ์หมายถึง เงินหรือทรัพย์สิน )

ทั้งหมดนี่แหละครับ คือตัวอย่างที่ทำให้ผมตั้งชื่อข้อเขียนตอนนี้ว่า “ การเมือง นั้นสื่อสารกันอย่างนี้ ก็ทำได้ “

และการสื่อสารเยี่ยงนี้ คงไม่ทำให้คนในชาติถึงกับต้องโกรธกันเกลียดกัน เพราะ ฝ่ายใดที่ติดอยู่กับฝ่ายหนึ่งก็จะได้คำตอบไปอย่างหนึ่ง ซึ่งคำตอบนั้นก็แน่นอนว่า ย่อมมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันเป็นของธรรมดา ส่วนคนที่อยู่กลาง ซึ่งไม่ได้ปักใจกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็คงจะนั่งดูการเมืองหรือติดตามการเมืองต่อไปได้อย่างปกติ มีอารมณ์ที่สนุก และมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น การสื่อสารเช่นนี้ ผมเชื่อว่ามีประโยชน์กับมวลชน(ส่วนใหญ่นะครับ ไม่ใช่มวลชนเฉพาะกิจ)แน่นอน

ทำไมเราไม่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ให้มันเกิดขึ้นมา

ทุกวันนี้ เรามีแต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ‘แสดงอารมณ์’ กันมากกว่า ความตั้งใจที่จะใช้เป็นการ ‘สื่อสารระหว่างมวลชน’ กันให้เกิดประโยชน์

ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้การสื่อสารมวลชน สร้างประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ได้มากขึ้น แทนที่จะตื่นเต้นกันอยู่แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนโลกจะมีแต่มิติเดียวอยู่ในปัจจุบัน

ท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมคิดไหมครับ? ถ้าเห็นด้วย ผมก็จะมีตัวอย่างหลากหลายมาให้ท่านได้อ่านกันต่อไป แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ก็ขอเชิญตามหนทางของท่านได้เลยครับ

เราอยู่ร่วมกันในสังคมที่เห็นต่างกันได้ และ ความเห็นต่าง ก็ไม่จำเป็นต้องจบลงที่อารมณ์-แล้วก็ความรุนแรงไปทุกเรื่อง - ข้อคิดนี้ คนรุ่นเก่าท่านก็สอนผมเอาไว้เหมือนกันครับ