ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

กรณีการให้บรรดา “นายกสภามหาวิทยาลัย-กรรมการสภามหาวิทยาลัย-อธิการบดี” ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและเผยแพร่ต่อสาธารณะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนผู้มีชื่อเสียงหลายคนต่างถอยหลังกรูดกันเป็นแถวไม่ยอมเป็น และหลายคนที่เป็นอยู่แล้วต่างทยอยลาออกกันเป็นแถว จากกรณีดังกล่าว เป็นประกาศจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ช.ช.) ที่มีบทบังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนลามไปถึง “ผู้บริหารมหาวิทยาลัย”

สาระสำคัญมาตรา 102 พ.ศ.2561 คือ “การบังคับให้บุคคลข้างต้นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่เฉพาะทรัพย์สินของตนเอง รวมถึงภรรยาและบุตร และยังรวมไปถึงผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาของผู้บริหารระดับสูง ก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยเช่นกัน”

หลังมีการเผยแพร่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีกรรมการสภามหาวิทยาลัย ลาออกและเตรียมลาออกเป็นจำนวนมาก ก่อนที่ประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค.2561 สาเหตุหนึ่งคือ “กลัวความผิดพลาดในการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตั้งแต่ของตนเอง ภรรยาและลูก หรือรวมถึงคนที่อยู่กินฉันสามีภรรยา ต้องเอาทรัพย์สินมาแสดงด้วย” และอีกกรณีคือ “กลุ่มนักธุรกิจที่นั่งตำแหน่งกรรมการสภาฯ ที่กลัวว่าหากมีความผิดพลาดในการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ อาจเลวร้ายถึงขั้นเป็นคดีอาญา หรือถูกอายัดบัญชี ซึ่งจะส่งผลต่อเครดิตและธุรกิจที่ทำ”

“โดมิโน่” จากประกาศนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา มีข่าว “กรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออกต่อเนื่อง” ดังนี้ วันที่ 4 พ.ย. นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดีหลายแห่ง โทรศัพท์แจ้งว่ามีนายก-กรรมการลาออก เตรียมหารือร่วม ทปอ. เพื่อยื่นทบทวนต่อ ป.ป.ช. วันที่ 5 พ.ย. นายวิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน เผยมติที่ประชุม มทร. 9 แห่งยื่น ป.ป.ช.ทบทวบการกำหนดให้นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัยแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และวันที่ 6 พ.ย. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ระบุ กรรมการสภา มข. ลาออกแล้ว 5 คน

นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล อาจารย์แพทย์เวชศาสตร์ชุมชน มศว. หนึ่งในผู้สนับสนุนให้นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา หรืออธิการบดี ออกมาคัดค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ของนายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย เพราะผิดหลัก 3 ข้อ คือ 1.ตรวจสอบได้ 2.เป็นแบบอย่างสังคม และ 3.คนคุมอนาคตการศึกษาประเทศกลับยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ทั้งที่เป็นผู้ให้ครู-อาจารย์ทำตามมาตรฐานสถาบันการศึกษา ดังนั้นเมื่อบังคับคนอื่น ตนเองต้องยอมให้ตรวจสอบได้ การยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องมากมายเลย

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับตัวแทน ป.ป.ช. เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับประกาศ ป.ป.ช.ฉบับล่าสุด เรื่องการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ว่า “ยังไม่ได้คำตอบ” ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่มีเพียงกรณีนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะยื่นใบลาออกเท่านั้น แต่ยังมีข้อข้องใจในตำแหน่งอื่นๆ อีก เช่น กรณีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังรักษาการอยู่ และตำแหน่งนี้ไม่เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินมาก่อน เมื่อมีประกาศ ป.ป.ช.จะต้องยื่นหรือไม่ โดย ป.ป.ช.รับไปพิจารณาให้ ส่วนตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่กรณีสมเด็จพระสังฆราช ไม่ใช่เพราะเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ทรงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตัวแทนจาก ป.ป.ช.เห็นว่า มีเหตุผลหลายประการที่ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงขอนำไปพิจารณาแก้ไขต่อไป

ดร.วิษณุ กล่าวว่า ทั้งนี้ เรื่องการแก้ไขประกาศดังกล่าวเป็นอำนาจของ ประธาน ป.ป.ช.อยู่แล้ว ซึ่งจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรมีหลายวิธี แต่ที่สุดแล้วต้องรอดูว่า ป.ป.ช.จะยอมหรือไม่ เนื่องจากที่ต้องออกประกาศมา เพราะเห็นว่า ผู้ที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินจะต้องมีคุณลักษณะคือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง 3.เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่ ป.ป.ช.กำหนด ดังนั้น การยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้จึงได้เหมารวมองค์การมหาชน กรรมการสภามหาวิทยาลัย และบอร์ดต่างๆ ส่วนกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออกนั้น ป.ป.ช.ได้รับทราบแล้ว ส่วนจะแก้ไขปัญหาอย่างไรเป็นเรื่อง ป.ป.ช. “คนที่จะลาออกส่วนหนึ่ง เพราะจะครบวาระอยู่แล้ว อย่างเช่นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่จะครบวาระในเดือน ม.ค.62 อยู่แล้ว และกลับมาเป็นไม่ได้แล้ว ท่านเห็นว่าประกาศนี้จะมีผลในวันที่ 2 ธ.ค. จึงบอกว่าจะอยู่ไปทำไมให้ครบวาระแล้วก็จะต้องยื่น จึงออกไปเสียแต่ตอนนี้ เพื่อไม่ต้องไปยุ่งกับประกาศที่จะผลในวันที่ 2 ธ.ค. คนคิดอย่างนี้มีเยอะ” ดร.วิษณุ กล่าวอีกว่า กรณีของนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นไม่คิดว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับลับลมคมใน หรือไม่ต้องการเปิดเผย แต่ทุกคนมีปัญหาเดียวคือ “ความรำคาญ จุกจิก ยุ่งยาก” เหมือนกับที่หลายครั้งตนได้เชิญคนเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือคณะรัฐมนตรีในอดีต เมื่อทราบว่าจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยหลายคนจึงปฏิเสธไป ไม่ใช่ว่ากลัวความผิดจากการทุจริต แต่กลัวความผิดพลาด ทั้งยังมีคนจับตาดูอยู่ จึงไม่อยากเข้ามายุ่ง ดังนั้น กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะนอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สินตัวเองแล้ว ยังต้องยื่นของคู่สมรสและบุตรด้วย หลายคนจึงคิดว่าลาออกดีกว่า หากจะแลกเบี้ยประชุมแค่ 2,000 บาทต่อครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นตำแหน่งให้คุณให้โทษหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเห็นใจ ป.ป.ช.ด้วย เพราะตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้นให้คุณให้โทษ สามารถแต่งตั้งอธิการบดี คณบดี อนุมัติงบประมาณ แม้ในความเป็นจริงการอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัยจะไม่สูงถึงขั้นที่สภามหาวิทยาลัยจะต้องพิจารณา เพราะจากประสบการณ์ยังไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยใดอนุมัติงบประมาณถึงพันล้านบาท ดังนั้น “การจะแก้ไขประกาศหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยหรือใครจะลาออก การจะลาออกหรือไม่เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน เป็นดุลยพินิจของแต่ละคน เพราะการจะทำงานหรือไม่อยู่ที่ความสมัครใจ เราไม่ได้ออกกฎหมายบังคับว่าท่านต้องเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย คิดว่าจะขยายเวลาไปไม่ต่ำกว่า 60 วัน”

ส่วนกรณีสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามประกาศดังกล่าว ประธานป.ป.ช.กล่าวว่า ประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีความชัดเจนว่าสมเด็จพระสังฆราชไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามประกาศ ป.ป.ช. เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานสงฆ์ที่โปรดเกล้าโดยพระมหากษัตริย์ แต่ไม่รวมถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น พระเถระหลายๆ รูปจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน…อย่าไปทำเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเล๊ยถ้าสุจริต!