ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ณอาคารศรีปาน ยังคงคลาคล่ำ และคึกคักอย่างต่อเนื่อง เพราะวันนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นพรรคการเมืองที่มีแขกมาเยือนไม่หยุดหย่อนแล้ว ยังกลายเป็นแหล่งรวมนักการเมือง อดีต ส.ส.จากพรรคการ เมืองต่างๆ เอาไว้มากที่สุด ทั้งที่พรรคพลังประชารัฐเพิ่งจดแจ้งตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ หลังการรัฐประหาร 2557 ด้วยซ้ำ!

เป็นเพราะนักการเมือง เจนสนามประเมินแล้วว่า พลังประชารัฐ หากเปรียบเป็น "หุ้นการเมือง" แล้วก็ต้องถือว่ามีอนาคต อีกทั้งยังปลอดภัยไร้กังวลด้วยเพราะเป็นพรรคนอมินีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มิหนำซ้ำยังมี "รัฐมนตรี" ในรัฐบาลของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคและรั้งตำแหน่งสำคัญ ตั้งแต่หัวหน้าพรรค ไปจนถึงกรรมการบริหารพรรค ดังนั้นเรื่องจะถูก "ยุบพรรค" เหมือนกับที่มีกระแสข่าวสะพัดที่ "พรรคเพื่อไทย" นั้นย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสมมติฐานที่น่าสนใจว่า เงื่อนไขสำคัญที่ บีบให้เกิดการไหลบ่าของอดีต ส.ส.จากพรรคต่างๆเข้ามาร่วมชายคานั้นยังสืบเนื่องมาจาก"คดีความ" ที่ทำให้อดีต ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่มีคดีพัวพันไม่ต่างไปจากอดีตแกนนำ กปปส. ที่ต้องตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาลและพลังประชารัฐ

ล่าสุด เอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นำอดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส.จากพื้นที่อีสานหลายจังหวัด เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันอย่างคึกคัก

ทั้งเวียง วรเชษฐ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ดพรรคเพื่อไทย นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุลอดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิตยงใจยุทธ และอดีต ส.ส.อุดรธานี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ,สมศักดิ์ คุณเงิน อดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน, นิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ และอดีต ส.ส.บึงกาฬ พรรคพลังประชาชน พร้อมลูกชายของเอกราช เองคือ วัฒนา ช่างเหลารองนายก อบจ.ขอนแก่น ประธานสโมสรทีมฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ด มาสมัครเป็นสมาชิก

และคิวต่อไป คือ การสมัครเป็นสมาชิกพรรคของ "กลุ่มสามมิตร" ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ที่โรงแรมแชงกรีล่า มีข่าวว่างานนี้ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" แกนนำกลุ่มจะพาสมาชิกเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐกว่า 50 คน ซึ่งดูเหมือนว่าตัวเลขจะลดลงไป จากเดิมที่เคยประกาศเอาไว้ที่ 70 คนก็ตาม

เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคพลังประชารัฐ กำลังเป็นพรรคที่เนื้อหอมใครๆ ก็อยากเข้ามาร่วมขบวน เพราะประเมินแล้วว่าเพียงแค่มีโลโก้ของพรรคติดเสื้อก็ดูจะปลอดภัยหายห่วงสำหรับอนาคตทางการเมืองกันแล้ว แต่ประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับความเป็นไปภายในพรรคพลังประชารัฐ จากนี้ไป ต้องบอกว่าอย่ากะพริบตา เพราะถือเป็นการอยู่ร่วมกันของกลุ่มก๊วน การเมืองที่เขี้ยวลากดินด้วยกันทั้งสิ้น

การต่อรอง ทั้งอำนาจและผลประโยชน์ จะเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มก๊วน อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแว่วว่ากลุ่มสามมิตร อาจไม่ใช่ตัวเชื่อมหรือ"คนกลาง" ในการเจรจาอีกต่อไป เนื่องจากแต่ละกลุ่ม ที่รวบรวมไพร่พล เข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ ต่างต้องการ "ต่อสายตรง" กับ "คีย์แมน" ของพลังประชารัฐโดยไม่จำเป็นผ่าน กลุ่มสามมิตร ให้เสียเวลา เสียอำนาจต่อรอง !