ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ต่อเนื่องจากมีการก่อตั้ง “คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย” (Thailand ASEAN Grassroots Committee) เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคม 21 องค์กร ผ่านการประสานงานของ ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน เพื่อเป็นกลไกของภาคประชาชนในการผลักดันประเด็นของประชาชนให้เกิดการแก้ไขผ่านกลไกอาเซียน เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2562 และคณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย มีการประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอให้รัฐบาลไทยช่วงวันที่ 8 - 10 ตุลาคม 2562 โดยได้เข้าพบ อุศณา พีรานนท์ รองอธิบดีกรมอาเซียน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม และวันที่ 10 ตุลาคม เข้าพบ อุษณี กังวารจิตต์ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

หลังจากนั้นตัวแทนจาก คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย และ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้เดินทางไปร่วม “เวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561” (ASEAN Civil Society Conference/ASEAN Peoples’ Forum 2018 – ACSC/APF 2018) ระหว่างวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สมาคมผู้สำเร็จการศึกษาของสิงคโปร์โปลีเทคนิค (Singapore Polytechnic Graduates Guild–SPGG) ประเทศสิงคโปร์ โดยในคณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย มีตัวแทนองค์กรจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางร่วมไปด้วย 3 คน คือ ตัวแทนจากเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) และกลุ่มหัวใจเดียวกัน

แม้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งเชิงพื้นที่และรวมถึงสถานการณ์ต่างๆ หากทว่าความจริงแล้วมีเรื่องราวหลากหลายประการที่เกี่ยวเนื่องผูกพันยึดโยงกันอยู่ระหว่างประเทศต่างๆ ในความเป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะกับพื้นที่ “จังหวัดชายแดนภาคใต้” ทั้งเชิงทำเลที่ตั้ง ยุทธศาสตร์ทางการค้า และความหลากหลายของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่หนึ่ง

ประเทศสิงคโปร์ “นครแห่งความพิศวง” นับเป็นเพียงจุดเล็กๆ แห่งหนึ่งบนปลายคาบสมุทรมลายู ในฐานะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่เพียง 625 ตารางกิโลเมตร (250 ตารางไมล์) แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็สามารถถีบตัวเองจากชุมชนเล็กๆ ของชาวมาเลย์สู่การเป็น “มังกรเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ภายใต้ฝีมือของนักบุกเบิกนาม เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ต่อเนื่องมาถึง ลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) เจ้าของสมญานาม “บิดาแห่งสิงคโปร์สมัยใหม่” โดยอาศัยจุดเด่นเรื่องที่ตั้งซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางการค้าสำคัญเชื่อมโลกตะวันออก-ตะวันตก ทำให้กลายเป็น “สถานีการค้า” สำคัญของเหล่าพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลก อุดมไปด้วยผู้คนหลากหลายสัญชาติ ทั้ง จีน อินเดีย มลายู อังกฤษ ฯลฯ

ปี 2561 นี้ ประเทศสิงคโปร์รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ “การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน” (ASEAN Summit) ทุกครั้งหากประเทศใดเป็นเจ้าภาพฯ ก็จะมีการจัดเวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียนด้วย โดยเวทีภาคประชาชนเริ่มต้นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2548 ส่วนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งสิงคโปร์รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ มีผู้นำคนสำคัญรวม 22 คนเข้าร่วมการประชุม รวมถึงประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เดินทางมาเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก การประชุมครั้งนี้ ผู้นำของภูมิภาคตั้งเป้าหารือเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานเพื่อผลักดันให้ประเทศกลุ่มสมาชิกพัฒนาไปข้างหน้า การเรียกร้องให้มีการ “เปิดการค้าเสรี” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในกลุ่มประเทศสมาชิก รวมถึงการป้องกันทางไซเบอร์ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก การหารือถึงกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ฯลฯ

กล่าวสำหรับเวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561 ที่สิงคโปร์ ซึ่งจัดไปก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน มีผลสะท้อนหลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ เช่นที่ บูรพา เล็กล้วนงาม เขียนรายงานไว้ใน เดอะ อีสานเรคคอร์ด (https://isaanrecord.com) ในท่าทีที่ไม่ค่อยประทับใจนักกับผลการประชุมครั้งนี้ โดยสะท้อนว่า การจัดประชุม ACSC/APF 2018 ที่คณะกรรมการภาคประชาชนสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ค่อนข้างไม่ราบรื่น เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนการจัดเวที ประกอบกับงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้เพียง 200 คน แบ่งโควต้าให้ชาติละ 20 คน (มีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าหลายเวทีที่ผ่านมา อาทิ ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปีที่ผ่านมา) อีกทั้งการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมเวทีล่าช้า ส่งผลให้ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียจำนวนหนึ่ง ถอนตัว ทั้งนี้การจัดงานไม่มีสื่อมวลชนจากสิงคโปร์เข้ามาทำข่าวแต่อย่างใด

ขณะที่ รักชาติ สุวรรณ์ แกนนำเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ชายแดนใต้ สะท้อนความคิดเห็นจากการมีโอกาสร่วมเดินทางไปประชุมครั้งนี้ว่า สำหรับตัวเองแล้วอาจประทับใจที่มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์อีกครั้ง ด้วยบ้านเมืองที่ดูมีระเบียบ สะอาด แต่หากจะพูดกันถึงเนื้องานที่จะต้องเข้าประชุมแล้ว ค่อนข้างไม่ประทับใจสักเท่าไรนัก ยกตัวอย่างประเด็นที่จะต้องเข้าไปประชุมร่วมและพร้อมที่จะถกเถียงผ่านล่าม ก็คือประเด็นของความขัดแย้งและสันติภาพ แต่ด้วยทางเจ้าภาพที่จัดงานนี้ส่งรายงานที่เราจะต้องเตรียมมาอย่างล่าช้า ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เขาประชุมในเรื่องของความขัดแย้ง เป็นเรื่องอะไรกันแน่

“เอาเข้าจริงแล้ว ประเด็นความขัดแย้งที่มีการเสวนา กลับกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งในน่านน้ำ ความขัดแย้งในเรื่องของเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ในเรื่องของโรฮิงยา ซึ่งมองแล้วมันห่างจากเรื่องราวของบ้านเรามากนัก ความขัดแย้งและสันติภาพเหล่านี้ ไม่มีการเชื่อมถึงเหตุการณ์ในบ้านเราแม้แต่น้อย เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย”

ข้างต้นนับเป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่ง เสมือนเป็นบทเกริ่นนำของ “เวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียน ประจำปี 2561” (ASEAN Civil Society Conference/ASEAN Peoples’ Forum 2018 – ACSC/APF 2018) ณ ประเทศสิงคโปร์ ไว้ตอนหน้าจะลงลึกในเนื้อหารายละเอียดของการประชุม ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจอีกหลายประเด็น