รฦก / วัฒนรักษ์ watanarax@yahoo.com

“เรื่องผีๆ”

เรื่องของ “ผี” นั้น ว่าไปแล้วเป็นชื่อที่คุ้นเคยกับคนเรามาแต่โบร่ำโบราณว่าสิ่งที่มีสภาพลึกลับ มักเป็นวิญญาณของคนหรือไม่ก็สัตว์ที่ตายไปแล้ว
ปกติมักไม่ปรากฏเป็นรูปให้เห็น แต่หากผีต้องการจะให้เห็นก็สามารถให้คนเป็นเห็นได้ในลักษณะต่างๆ อีกทั้งบางตนอาจจะมีฤทธิ์อำนาจถึงขนาดให้คุณหรือให้โทษได้

ถ้าคิดกันไปตามความเชื่อ ถ้าจะให้ถูกควรจะเรียกผีว่า “วิญญาณ” เสียมากกว่า เพราะเมื่อครั้งอดีตนั้นจะใช้คำว่า “ผี” เป็นคำกลางๆ เพื่อเรียกสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นตัวตนแต่รู้สึกหรือสัมผัสได้ว่ามีพลังงานอยู่ หากเป็นผีฝ่ายดีที่มักให้คุณก็จะเรียกชื่อเสียใหม่ตามฤทธิ์อำนาจ เช่น เทวดา นางฟ้า พรหม แต่หากเป็นผีฝ่ายร้ายที่มักจะให้โทษ ก็เรียกขานกันว่าปิศาจ ซึ่งหลายๆ คนชอบเขียน “ปิศาจ” ผิดเพี้ยนไปเป็น “ปีศาจ” ผีพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นกายกึ่งหยาบกึ่งละเอียด สามารถจะทำให้คนพบเห็นและจับต้องได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถหายตัวล่องหนเพื่อหลีกเร้นกายจากสายตาผู้คนได้
ปิศาจส่วนใหญ่จิตใจจะใฝ่ชั่ว ชอบทำแต่เรื่องเลวร้าย แต่ก็มีบางพวกมีหน้าที่คล้ายเจ้าป่าเจ้าเขา ตัวอย่างปิศาจของไทย ได้แก่ สมิง กองกอย ผีโป่ง(ปิศาจลิงป่า) เวตาล อสูรชั้นต่ำ ยักษ์ชั้นต่ำ พวกรากษสผีเสื้อน้ำ และอีกมายที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกแต่ไม่เป็นทีรู้จักกันโดยคนทั่วไป โดยที่ปิศาจในวรรณคดีไทยส่วนใหญ่อ้างอิงจากพระไตรปิฎก และมักจะเรียกสับสนกับ “อสุรกาย” เพราะปิศาจและอสุรกายมีความต่างกันแต่เพียงที่ปิศาจเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง แต่อสุรกายคือผีที่ปีนนรกหนีจากอบายภูมิขึ้นมาอยู่ในภพมนุษย์

มีคำอีกคำหนึ่งที่คล้ายกับผีมาก คือคำว่า “ภูต” ที่หมายถึงผีจำพวกหนึ่งที่อาจเกิดจากวิญญาณคนตายหรือวิญญาณสัตว์ก็ได้ เชื่อกันว่าภูตมีฤทธิ์มากกว่าผี คือจะปรากฏกายได้ในลักษณะต่างๆ เช่น แปลงเป็นสัตว์ แสง พลังงาน ภูตนี้สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เล็กน้อย
ภูตของไทยยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ภูตสัตว์ ได้แก่ จะกละ(แมวผี) ฯลฯ ภูตที่เป็นอดีตมนุษย์ คือ ปอบ กระสือ กระหัง นางตานี นางตะเคียน ฯลฯ ถ้าภูตมีฤทธิ์มากแต่จิตใฝ่ดีจะเรียกพระภูมิเทวดา รุกขเทวดา ในทางกลับกันหากภูตจิตใฝ่ชั่วเราจะเรียกว่าปิศาจ

เมื่อเปิดพจนานุกรมดู ปรากฏว่ามีศัพท์เกี่ยวกับผีอยู่มากมาย หากเป็นประเภทของผี เช่น ผีปอบ คือ ผีชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่าสิงอยู่ในตัวคน กินตับไตไส้พุงจนหมด แล้วออกไปจากร่างคนนั้นก็ตาย ผีกระสือ คือ ผีชนิดหนึ่งที่ถือว่าเข้าสิงในตัวผู้หญิง ชอบกินของโสโครก คู่กับผีกระหัง ซึ่งเป็นผีผู้ชาย พราย ก็เป็นผีจำพวกหนึ่ง มักกล่าวกันว่าเป็นผีผู้หญิงที่ตายทั้งกลม พรายตานี เป็นผีผู้หญิงที่สิงอยู่ในต้นกล้วยตานีที่กำลังตั้งท้อง ผีกองกอย เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่ามีตีนเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า จึงต้องเดินเขย่งกองกอย ชอบออกมาดูดเลือดที่หัวแม่เท้าของคนที่นอนหลับพักแรมในป่า ผีโขมด เป็นผีในพวกผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสงเรืองวาวเวลากลางคืน ทำให้หลงผิดนึกว่ามีคนถือไฟ หรือจุดไฟอยู่ข้างหน้า พอเข้าไปใกล้ก็หายไป แม่ซื้อ ถือว่าเป็นผีที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงทารก

หากเป็นการบ่งบอกลักษณะการตายก่อนกลายเป็นผี เช่น ผีตายทั้งกลม คือหญิงที่ตายในขณะที่ลูกยังอยู่ในท้อง ผีตายโหง ใช้เรียกผีซึ่งเกิดจากคนที่ตายผิดธรรมดาโดยอาการร้าย เช่น ถูกฆ่าตาย ตกน้ำตาย ผีห่า คือผีจำพวกหนึ่ง ถือกันว่าทำให้เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรง เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค คนโบราณเรียกโรคเช่นนั้นว่า โรคห่า

ในภาษาไทยของเราก็มีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ผี” อยู่ไม่ใช่น้อย เช่น ผีเจาะปากมาพูด หมายถึง พูดตลอดเวลา พูดไม่หยุด อีกทั้งหนักไปทางปากเสีย ผีเข้าผีออก หมายถึง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่คงที่ ปล่อยผี หมายถึง ปล่อยให้พ้นจากการควบคุมในบางโอกาส ผีซ้ำด้ำพลอย หมายถึง ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งลงหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย ผีถึงป่าช้า หมายถึง ต้องยอมด้วยความจำใจหรือไม่มีทางเลือก ผีไม่มีศาล หมายถึง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

เมื่อนำคำว่า “ผี” ไปประสมกับคำหรือวลีอื่นแล้วเกิดความหมายใหม่ก็มี เช่น ผีตากผ้าอ้อม หมายถึง แสงแดดที่สะท้อนกลับมาสว่างในเวลาจวนพลบในบางคราว ผีพุ่งไต้ หมายถึง เทหวัตถุแข็งจากอวกาศ มี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งประกอบด้วยหินเป็นส่วนใหญ่ อีกชนิดหนึ่งประกอบด้วยเหล็กเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเคลื่อนที่ผ่านบรรยากาศสู่ผิวโลกจะลุกไหม้ให้แสงสว่างจ้าเนื่องจากเสียดสีกับอากาศ ถ้ามีขนาดเล็กก็จะไหม้หมดก่อนถึงผิวโลก ถ้ามีขนาดใหญ่ก็จะตกถึงผิวโลกและเรียกว่า อุกกาบาต ดาวตก ก็เรียก
แต่ถ้าคนเป็นๆ ถูกเรียกว่า “ผี” เมื่อไร ก็ให้พึงตระหนักว่านั่นคือการถูกตำหนิว่า “เลว” ครับ