รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

พรรคการเมือง ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง โดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมือง เป็นกลุ่มบุคคลอันมีอุดมการณ์ในเรื่อง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ตรงกัน หรือ คล้ายกัน ได้มารวมตัว เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือการคัดเลือกบุคคล เข้ามาสมัครลงเลือกตั้ง เพื่อเป็นสมาชิสภาผู้แทนราษฎร โดยเข้าไปมีส่วนร่วม โดยใช้อำนาจทางการบริหาร และ นิติบัญญัติ ในการบริหารประเทศ

ดังนั้น พรรคการเมือง จึงเปรียบเสมือนเป็นสถาบันที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนและรัฐ โดยพรรคการเมืองจะนำความต้องการของประชาชนมาสร้างเป็นนโยบายแล้ว นำนโยบายเหล่านั้นไปปฎิบัติ เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัต หรือ ฝ่ายบริหารก็ตาม

อย่างไรก็ตามแม้ “พรรคการเมือง” จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย แต่หากพิจารณาจากสถิติการยุบพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมา พบว่าตั้งแต่ ปี 2548 ถึงปัจจุบัน มีพรรคการเมืองทั้งสิ้น 37 พรรคถูกสั่งยุบพรรค โดยมีถึง 10 พรรคการเมืองที่ถูกยุบ เพราะไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 ตามบทบัญญัติของมาตรา 29 คือ ไม่สามารถหาสมาชิกพรรคตั้งแต่ 5,000 คนขึ้นไปและไม่แจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา

พรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรค ตามบทบัญญัติของมาตรา 29 ประกอบด้วย พรรคพัฒนาสังคมไทย (ยุบเมื่อ 21 มิ.ย. 248) พรรคแรงงาน (ยุบเมื่อ 21 มิ.ย.48) พรรคชาติพัฒนา (ยุบเมื่อ 21 มิ.ย.48) พรรคทางเลือกที่สาม (ยุบเมื่อ 4 ต.ค. 2548) พรรคประชาชนไทย (ยุบเมื่อ 27 ต.ค. 2548) พรรคเสรี (ยุบวันที่ 10 ม.ค. 2549 พรรคประชาชาติไทย (ยุบวันที่ 25 ก.ค. 2549) พรรคสันติภาพไทย (ยุบวันที่ 26 ก.ย. 2550) พรรครวมพลังไทย (ยุบวันที่ 1 ต.ค. 2550) และ พรรคกิจสังคม (ยุบวันที่ 19 ต.ค. 2561)

เมื่อพิจารณาจากสาเหตุของการถูกยุบพรรคดังกล่าวแล้ว คงต้องยอมรับว่าแม้ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร จากการศึกษาวิจัย ทำให้พบปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองไทยไม่เข้มแข็ง ได้แก่ โครงสร้างของพรรคการเมืองไทยยังเป็นแบบ “รวมศูนย์อำนาจ” พรรคการเมืองไทยยังมีปัญหาเรื่องการรักษาวินัยของพรรค สาขาพรรคการเมืองยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำกิจกรรมทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนใหญ่จากการสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ มักจะตกอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่เพียงสองพรรค

ผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้พบว่า หากต้องการให้พรรคการเมืองไทยเข้มแข็ง สิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการในลำดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นการส่งเสริมบทบาทของสาขาพรรคการเมืองให้มากขึ้น เพื่อให้สาขาพรรคการเมืองมีการจัดโครงสร้างที่เอื้อต่อการแสดงบทบาทและทำหน้าที่เป็นกลไกที่สำคัญของพรรค เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองในระดับพื้นที่หรือท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่กล่าวมานี้ คือ ปัจจัยของปัญหาและแนวทางการสร้างความเข้มแข็งแก่พรรคการเมืองในมิติทางวิชาการ แล้ว “ประชาชน” มองว่าจะทำอย่างไร? ให้พรรคการเมืองไทยเข้มแข็ง และครองใจประชาชนได้อย่างแท้จริง คำถามนี้ จำเป็นต้องหาคำตอบที่ชัดชัด

จากการสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,176 คน ในประเด็น พรรคการเมืองควรทำอย่างไร? จึงจะโดนใจประชาชน ทำให้พบคำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

พรรคการเมืองควรทำอย่างไร? จึงจะโดนใจประชาชน พบว่า “ คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 38.768 คือ ไม่ใส่ร้าย โจมตี หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพรรคคู่แข่ง

รองลงมา ได้แก่ ต้องทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ร้อยละ 34.86 มีความสามัคคี ทำงานเป็นทีม คัดเลือกผู้สมัครที่ดี เหมาะสม ร้อยละ 33.90 ชูนโยบายที่ทำได้จริง เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ ร้อยละ 30.48 และ มีจุดยืน เดินหน้าหาเสียงอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ร้อยละ 15.52

แนวทางการสร้างความเข้มแข็งในมิติวิชาการและประชาชนนั้น แม้จะเป็นการมองคนละมุมแต่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต้องการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองไทยทั้งสิ้น ดังนั้น หากพรรคการเมืองไทย ต้องการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนแล้ว คงต้องเป็น “พรรคการเมืองแบบ 2 in 1” คือ มีความเข้มแข็งทั้งในระดับโครงสร้างและสาขาพรรค และครองใจประชาชน โดยการทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งหากพรรคการเมืองใดสร้างทั้งสองอย่างได้พร้อมๆ กัน เชื่อว่าการเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องยาก...

ณ วันนี้ หากจะสร้างการเมืองไทย...ระบอบประชาธิปไทยที่เข้มแข็ง จำเป็นต้องสร้างระบอบพรรคการเมืองที่เข็มแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เหมือนกันอย่างแท้จริงเท่านั้น…แต่ถ้าเป็นการตั้งพรรค เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ....ตั้งพรรค เพื่อหวังที่จะได้ที่นั่ง ส.ส.ในสภาเพิ่มขึ้น...ตั้งพรรคเพื่อขัดแข้งขัดขา...หรือแม้แต่ตั้งพรรค เป็นพรรคสำรองเพื่อหวังเลี่ยงกฏหมายๆ แล้ว ก็น่าจะรู้ว่าการเมืองไทยจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นไร?...

คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว..!!