ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี IT ในสังคมไทย ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก หมายถึงกลุ่มคนระดับต่าง ๆ ในสังคมไทย ยังมีความรู้ด้าน IT มีความรู้ด้านทิศทางพัฒนาการด้านเศรษฐกิจ-ธุรกิจ ระดับที่แตกต่างกันมาก

เช่น เมื่อกล่าวถึง เศรษฐกิจยุค 4.0 คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงคำว่า E- Comerce แต่ E - Comerce ก็ยังมีความแตกต่างกันหลายระดับ สำหรับคนไทยทั่วไป ระดับรู้จักการขายตรงทางเฟสบุ้ค ทางเว็บไซต์ ก็นึกว่าตนเองก้าวหน้าแล้ว

เศรษฐกิจยุคอนาคตนั้น จะพัฒาไปรวดเร็ว ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี IT ระดับสูง

และเมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจระดับชาติ การแข่งขันในระดับสากลแล้ว ผู้จะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จำเป็นต้องมีความรู้ระดับเป็นผู้ประดิษฐ์ คิดนำเทคโลยี IT ระดับนำหน้าสูงสุดในโลก มาเริ่มต้นให้มวลมหาชนใช้

ถามว่า มีเศรษฐีคนไทยที่ร่ำรวยจากความสามารถตรงจุดนี้หรือไม่.....

ยังไม่มี ?

แล้วเศรษฐกิจคนไทยจะเติบโตยิ่งใหญ่ในโลกได้อย่างไร ?

มันก็คงะเป็นเหมือนอดีตที่ผ่าน ๆ มา คือคนต่างชาติเป็นเจ้าของลิขสัทธิ์ทางปัญญา แล้วใช้แรงานราคาถูกใประเทศไทย เป็นแรงงาน “ประกอบชิ้นส่วน” เป็นสินค้า ส่งขายในทางสากล

มองนโยบายทั้งแนวทางปฏิรูป ของ คสช. และนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในขณะนี้ ก็ยังไม่เห็น “วิสัยทัศน์” ที่ก้าวกระโดดไปข้างหน้าเลย

ลำพังเอาแค่การสร้างเมืองไทยให้มีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสมบูรณ์ทั่วประเทศ ทำให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ลดลง ทำให้คนทั่วไปมีความรู้เท่าทันเล่ห์กลในอินเตอร์เน็ต ทำให้คนไทยใช้ประโยชน์อินเตอรNเน็ตมาสร้างความรู้ มีหนทางรอดในยุคเศรษฐกิจอนาคตอันใกล้นี้ ฯลฯ ก็เป็นเรื่องยากแล้ว

ดังนั้นจะหวังให้มีคนไทยผู้นำหน้าในโลกเทคโนโลยี อย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก , สตีฟ จอฟ , แจ้ค หม่า ฯ คงยากแสนยาก แม้จะมีคนไทยส่วนน้อยมีความสามารถเขียนโปรแกรมทำแอ็บพลิเคชัน ที่ถูกบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลกซื้อไปใช้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัว มิได้สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจองค์รวมของประเทศแต่อย่างใด

ทิศทางที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะสร้างเศรษฐกิจระดับนำหน้าของโลกคือ อุตสาหกรรมเกษตร

แต่รัฐไทย ก็ไม่ทุ่มเทเอาจริงเอาจัง และเอื้อเฟื้อให้เกิดการได้เปรียบ การผูกาดองค์ความรู้ มิได้กระตุ้นให้เกิดเสรีทางการวิจัยค้นคว้าอย่างแท้จริง และเกิดโอกาสให้ทุนใหม่ระดับเล็กได้เติบใหญ่ได้

บางเรื่องก็ล่าช้า เช่นการพัฒนาการใช้สารเคมีที่มีประโยชน์จาก กัญชา , กระท่อม ก็ตามไม่ทันต่างชาติ จนในที่สุดไทยก็จะกลายเป็น “ผู้ซื้อ” ผลิตภัณฑ์จากกัญชา , กระท่อม ที่ต่างชาติเป็นผู้ผลิต แทนที่ไทยจะได้ประโยชน์จากธุรกิจกัญชา , กระท่อมเสียเอง

สรุปแล้ว เราคงต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นได้แค่เพียง ห่วงโซ่ “แรงงาน”ในเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ไม่อาจจะได้เป็นถึงผู้ครอบครองลิขสิทธิ์ รายได้คนไทยโดยเฉลี่ยจึงจะอยู่ในระดับ “กรรมกรโลก” เท่านั้น