“กฤษฏา” จ่อของบกลาง 2 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง-จ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางพาราเพื่อชดเชยจากการขาดรายได้ ไร่ละ1.5พันบาทรายละไม่เกิน15ไร่ รวมถึงลดปริมาณน้ำยางดิบออกสู่ตลาดลงให้ได้ปีละ 1.5 ล้านตัน

วันนี้ (14 พ.ย.16) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยชาวสวนยางพาราที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ จึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน โดยจากการประชุมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายชาวสวนยางพารา ผู้แทนสมาคมยางพารา และบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 5 รายได้แก่ บ. ไทยฮั้วรับเบอร์ บ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี บ. เซาท์แลนด์รับเบอร์ บ. วงศ์บัณฑิต และบ. ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ป เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง

นายกฤษฎา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอครม. อนุมัติงบประมาณค่าชดเชยการขาดรายได้แก่ชาวสวนยางพาราซึ่งขึ้นทะเบียนกับกยท. 1,400,000 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยจ่ายไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจ่ายให้ทั้งเจ้าของสวนและผู้รับจ้างกรีดยางซึ่งปกติแล้ว ชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนกันร้อยละ 60 : 40 ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่า จะเพิ่มจำนวนให้มากกว่าไร่ละ 1,500 บาทหรือยังคงอยู่ที่ไร่ละ 1,500 บาท แต่เพิ่มจำนวนไร่ต่อครัวเรือนให้มากกว่า 15 ไร่ ซึ่งจะไม่ต่างจากการช่วยเหลือเมื่อปี60 โดยใช้งบกว่า 10,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะทำระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยราคาที่เกษตรกรควรขายได้ขณะนี้ สำหรับราคาน้ำยางสดกิโลกรัมละ 37 บาท ยางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 37 บาท ยางแผ่นรมควันกิโลกรัมละ 40 บาท โดยกำหนดงบไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้งบของกยท. หากไม่เพียงพอจะเสนอของบกลางจากรัฐบาล ซึ่งหากภาคเอกชนรับซื้อต่ำกว่าราคาดังกล่าว รัฐจะชดเชยให้กิโลกรัมละ 2 บาท ทั้งนี้กยท. จังหวัดจะเข้าไปดูแลปริมาณการขายอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีการแจ้งเกินจริง ทั้งนี้ระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพาราจะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่จะดีขึ้นในระดับที่เกษตรกรคุ้มทุน

“ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ร่วมกับลดปริมาณน้ำยางดิบลงให้ได้ จากปัจจุบันมีการกรีดน้ำยางออกสู่ตลาดปีละ 4,500,000 ตัน สมควรลดลงเหลือประมาณปีละ 4,000,000 ตัน ที่ผ่านมาได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางไปปลูกพืชอื่น แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากเกษตรกรเท่าที่ควร รวมทั้งจากที่เสนองดกรีดยาง 3 เดือน แต่มีหลายฝ่ายท้วงติงว่า แม้ไทยไม่กรีดยาง แต่ประเทศอื่นๆ ยังคงกรีดยางอยู่ แล้วส่งขายต่างประเทศ จะทำให้ไทยขาดโอกาสในการส่งออก จึงยังไม่ดำเนินการมาตรการนี้”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ไทยส่งออกยางพาราได้ปีละ 4,000,000 ตัน ที่เหลืออีก 1,500,000 ตันอยู่ในประเทศ แต่ใช้ไม่หมดจึงล้นตลาดกดราคามาตลอด จากนี้ไปไม่สามารถจะพึ่งการส่งออกเป็นหลักได้เนื่องจากมีหลายประเทศที่ปลูกยางพาราเพื่อส่งผลผลิตยางส่งออกเช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่า การเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเป็นแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการลดภาษี โดยวันนี้ได้ประชุมร่วมกับบริษัทผลิตถุงมือยาง บริษัทผลิตล้อยางรถยนต์รวม 6 บริษัทให้มาตั้งโรงงานในประเทศไทย โดยทำข้อตกลงรับซื้อยางจากเกษตรกร ซึ่งรัฐจะลดภาษีให้เป็นพิเศษ ขณะเดียวกันประชาชนที่ซื้อล้อยางที่ผลิตจากน้ำยางในประเทศไปใช้ สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังเชิญบริษัท IKEA ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องเรือนแห่งใหญ่ของสวีเดนให้มาตั้งโรงงานผลิตเครื่องเรือนในไทย โดยใช้วัสดุไม้ยางพารา ซึ่งจะลดภาษีให้เป็นพิเศษเช่นกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มาตรการที่ทำควบคู่กันคือให้กยท. ประสานงานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำเครื่องนอนทั้ง ที่นอนและหมอนจากยางพารามอบให้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียนประจำ สถานสงเคราะห์ ค่ายทหาร และเรือนจำ โดยให้กยท. รับซื้อน้ำยางดิบจากเกษตรกรราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 37 บาท โดยจะเสนอของบกลางมาดำเนินการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องจัดสรรงบเพื่อซื้อเครื่องนอน รัฐบาลจะนำงบประมาณส่วนนั้นมาสนับสนุนการใช้ยางพารา โดยที่หน่วยงานตัดงบประมาณสำหรับซื้อเครื่องนอนไป ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางสดให้ได้ 170,000 ตันในปีงบประมาณนี้ ซึ่งจะเริ่มรับซื้อทันทีที่ทราบปริมาณความต้องการใช้ ส่วนยางค้างสต็อกที่ขณะนี้เริ่มเสื่อมคุณภาพประมาณ 104,000 ตันจะนำไปทำแผ่นปูพื้น โดยสั่งการให้กยท. เร่งสำรวจข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกยท. จะผลิตให้แก่โรงเรียนและสนามกีฬาที่ต้องการ

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาว่า สามารถออกประกาศระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการการใช้ยางพาราในภาครัฐเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ยังมีงบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการนี้อีกกว่าหมื่นล้านบาทมาซื้อยางพาราไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ตามเป้าหมาย 200,000 ตัน จากปัจจุบันใช้ไปเพียง 8,800 ตัน เนื่องจากที่ผ่านมายังติดขัดปัญหาเกี่ยวกับระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของราชการที่ต้องซื้อของราคาต่ำที่สุด แต่มีความคุณภาพสูงสุด โดยถนนการใช้ยางพาราดินซีเมนต์นั้นมีระยะเวลาใช้งาน 7 ปี ซึ่งนานกว่าถนนแอสฟัลท์ที่ใช้งานได้ 5 ปี แต่ราคาถนนยางพาราดินซีเมนต์ราคาแพงกว่ากลางของถนนที่ใช้แอสฟัลท์ ดังนั้นจึงจะเสนอกรมบัญชีกลางให้ทำราคากลางถนนยางพาราดินซีเมนต์ด้วยเพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ อีกมาตรการหนึ่งคือ กำลังจะทำระบบประกันรายได้ของชาวสวนยางพารา โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ศึกษาว่า เกษตรกรควรขายยางแผ่นดิบได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งสำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำทั้งหมดนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำเสนอในที่ประชุมครม. วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายนนี้