แสงไทย เค้าภูไทย

ขณะที่กัญชาใช้ทางการแพทย์กำลังเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ก็มีข่าวว่า ต่างชาติได้จดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาในประเทศไทยแล้วถึง 6 สิทธิบัตร ไม่ต่างจากที่เคยมีกรณีเดียวกันกับเปล้าน้อยและกะเม็งตัวเมีย

ช่วงที่คนไทยใฝ่ใจกัญชาใจจรดใจจ่อกับการพิจารณายกเลิกกัญชาจากสถานภาพยาเสพติดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพยายามเรียกร้องให้ขยายการใช้ในทางสันทนาการอยู่นั้น มีรายงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า ต่างชาติได้จดสิทธิบัตรกัญชาไปแล้วถึง 6 ราย กรมฯได้ประกาศการรับจดสิทธิบัตรไปแล้วจนครบกำหนด 90 วันโดยไม่มีผู้ทักท้วง

ทำให้ต่างชาติทั้ง 6 รายดังกล่าวสามารถครอบครองสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาโดยสมบูรณ์ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับเลขหมายสิทธิบัตรก็ตาม

นอกจากกัญชาแล้ว ยังมีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกระท่อมโดยชาวญี่ปุ่นอีกราย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการพิจารณาการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ที่ต่อสู้เพื่อให้กัญชาถูกกฎหมายในวงกว้างกว่าที่คณะกรรมการเปิดให้ ทักท้วงไปทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า

การรับจดสิทธิบัตรสารที่บริษัทต่างชาตินำมาจดนั้น ทำไม่ได้ เพราะเป็นสารในธรรมชาติของกัญชา มิใช่สารเคมีที่พวกเขาสังเคราะห์ขึ้นมาเอง

คงต้องตีความกันเหมือนกับที่เคยเกิดปัญหาเช่นนี้ในอดีตกับสมุนไพรไทยอย่างเปล้าน้อย กะเม็งตัวเมียเป็นต้น

เปล้าน้อยนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปี 2517-2524 เมื่อบริษัท ซังเกียว แห่งญี่ปุ่นได้ส่งนักวิจัยของตนเข้ามาทำวิจัยสมุนไพรในประเทศไทย โดยได้ขออนุญาตจากกรมป่าไม้และหน่วยงานเกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง

มีการนำสมุนไพรจากป่าและท้องทุ่งทำแห้ง 684 ตัวอย่าง ส่งไปให้นักวิจัยของซังเกียววิเคราะห์และเลือกทำวิจัย

พบว่าเปล้าน้อยที่เก็บได้จากป่าแถบปราจีณบุรีให้สารสำคัญที่นำไปทำยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ดีที่สุดทำให้แผลหายสนิทภายในระยะเวลาแค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น

นับเป็นยารักษาแผลในกระเพาะอาหารที่ดีที่สุดของโลกในเวลานั้น

สารที่สกัดได้จากเปล้าน้อยครั้งนั้นเรียกตาม โค้ดว่า CS 684

แต่เพื่อเป็นเกียรติแก่เปล้าน้อย จึงใช้ชื่อเรียกทางพฤกษเคมีว่า “เปลาโนทอล” (Plaunotol) นำไปจดทะเบียนกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2526

บริษัทซังเกียวจดสิทธิบัตรในไทยในรูปของกระบวนการสกัดและการใช้ประโยชน์ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารชื่อการค้าคือ Kelnac

มีการตั้งบริษัทในไทยชื่อ “ไทยซังเกียว” ดำเนินการวิจัย พัฒนาพันธุ์เปล้าน้อยจนได้สายพันธุ์ที่ให้ตัวยามากที่สุด แล้วนำไปปลูกแปลงใหญ่บนเนื้อที่ 7,000 ไร่ อันเป็นแปลงสับปะรดของบริษัทน้ำผลไม้ทิปโก้ ที่ตำบลคลองวาฬ จรดชายแดนพม่าประจวบคีรีขันธ์

มีการจ้างงานตั้งแต่คนงานปลูก ดูแลไร่เปล้าน้อยไปจนถึงนักวิจัยรวมกว่า 1,000 คน

มีการตั้งโรงงานสกัดเป้าน้อยแบบสกัดหยาบ(crude extraction)เพื่อส่งไปโรงงานสกัดซ้ำเพื่อให้ได้สารบริสุทธิ์ญี่ปุ่นอีกทอด

ช่วงนั้น ทั้งสื่อมวลชน ทั้งนักวิชการพากันทักท้วง แย้งย้อนว่าทำไมไม่สกัดเป็นสารเปลาโนทอลบริสุทธิเสียที่ในโรงงานเลย

คำตอบก็คือ หากจะตั้งโรงงานสกัดครบวงจร จะต้องใช้ทุนสูงมาก โดยจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าใช้ในการนี้ เทียบเท่ากับป้อนให้ชุมชนทั้งอำเภอเลยทีเดียว

อันจะทำให้ต้นทุนเมื่อเป็นสำเร็จรูปสูงกว่านำสารสกัดหยาบไปสกัดซ้ำที่โรงงานซังเกียวในญี่ปุ่นที่มีอยู่แล้ว

กระนั้นก็ตาม ยาเคลแนคที่ส่งไปขายทั่วโลกยังมีราคาถึงเม็ดละเกือบ 2 ดอลลาร์สอ.(ประมาณ 45 บาท) ส่วนในไทยราคา 30 บาท

ที่ตั้งราคาไว้ต่ำกว่าที่อื่นๆ ก็เพื่อลดแรงกดดันจากผู้ที่คัดค้านสิทธิบัตรเปล้าน้อย

การที่ไทยต้องนำเข้าสารสกัดบริสุทธิ์จากสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศของเราเองจากต่างประเทศแพงๆก็เพราะ บ้านเรายังไม่มีโรงงานสกัดสารที่สามารถสกัดได้ลึกจนถึงขั้นบริสุทธิ เนื่องจากต้องใช้เงินทุนสูงในการก่อสร้างติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์

ตัวอย่างก็คือสาร แคปไซซินจากพริกที่ซื้อจากนิว ซีแลนด์หรือ สารสกัดบัวบกจากอังกฤษเป็นต้น

ในยุคนั้นหากจะสร้างโรงงานสกัดลึกขนาดนั้น จะต้องใช้เงินทุนประมาณ 100 ล้านบาท

เมืองไทยทำได้ แต่จะคุ้มทุนหรือไม่ เพราะเราใช้เองไม่มาก ส่วนจะขายทั่วโลกอย่างบริษัทของยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นนั้น เราสู้ตลาดไม่ได้

หรือแม้แต่บริษัทของพวกประเทศเหล่านั้นก็เถอะ ปลาเล็กถูกปลาใหญ่กินจนเหลือยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัท

ซังเกียวก็เช่นกัน แม้จะได้เปล้าน้อยไปเป็นตัวชูโรง แต่อายุของตลาดยาส่วนใหญ่จะสั้น เพราะมีการค้นคว้าวิจัย พัฒนายาใหม่ๆออกมาทุกวัน

เคลแนคอยู่ในตลาดไม่นานก็หายไป ต่อมาซังเกียวก็ถูก บริษัท ทาเคดะซื้อไป

ไทยซังเกียวในไทยปิดตัวเองตามบริษัทแม่ ไร่เปล้าน้อยที่คลองวาฬรวมถึงโรงเรือนโรงงานทั้งหมดขายทอดให้บริษัทน้ำผลไม้ทิปโก้

เปล้าน้อยที่เคยมีมูลค่ามหาศาล คนไทยเคยแสดงความหวงแหนถูกรื้อทิ้งทั้งแปลง เปลี่ยนกลับไปปลูกสับปะรดแทน

เปลาโนทอลที่อาจารย์จุฬาฯเคยเลี่ยงสิทธิบัตร ด้วยการสกัดด้วยจุลินทรีย์กลายเป็นงานวิจัยทิ้งร้าง ไม่สามารถนำมาผลิตเป็นยาได้ เพราะทำไปไม่คุ้มทุน

นี่คือโศกนาฏกรรมทางวิชาการ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทย

งานวิจัยเปล้าน้อยเป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนต่อวงการเภสัชสมุนไพรไทยที่ดี

เรามองตัวเราเองจากภายในบ้านของเราเอง ขณะที่ต่างชาติมองจากภายนอก

แต่เห็นคุณค่าของสมุนไพรไทยดีกว่า ชัดเจนกว่าเรามองตัวเราเอง

กรณีงานวิจัยเปล้าน้อยนั้น มิใช่แต่เปล้าน้อยตัวเดียว หากแต่มีสมุนไพรไทยหรือที่ถูกคือสมุนไพรเขตร้อนอีกนับพันตัวที่ดร.อากิระ โอกิโซ่(ถึงแก่กรรมแล้ว) และคณะได้ทำการสำรวจและวิจัย จากการใช้เวลาถึง 16 ปีในไทย

นี่เป็นคำตอบว่า ทำไมจู่ๆก็มีการนำสารสกัดจากสมุนไพรตัวโน้นตัวนี้มาขอจดสิทธิบัตร

อย่างเมื่อ 3 ปีก่อนก็มีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกะเม็งตัวเมียโดยเอวอน คอสเติค ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสกัดไปจนถึงการใช้ในรูปเครื่องสำอางลบรอยเหี่ยวย่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่ สารสกัดกัญชา กระท่อมและอาจจะมีสารอื่นๆสมุนไพรอื่นๆที่ต่างชาติแอบมาทำวิจัยเงียบๆอีกมากมายที่เข้าคิวรอจดสิทธิบัตร

เราจะไม่รับจดได้ไหม ?

ได้ แต่ต้องไปถอนตัวจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ( World Intellectual Property Orgnization -WIPO)ก่อน

องค์การนี้มีสมาชิกทั้งหมด 184 ประเทศ มี สนธิสัญญา อนุสัญญาและความตกลงเป็นกรอบปฏิบัติร่วมกัน

ถอนออกมาแล้ว บรรดาสมาชิก 183 ประเทศที่เหลือจะคบกับเราไหม?