เสรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

ประเทศไทยกำหนดให้วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ และได้จัดงานเมื่อวันเสาร์ 10 ที่ผ่านมา ขณะที่สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 3 ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากล
เป็นวันที่ให้หยุดคิดว่า เราได้ให้ความสำคัญแก่คนพิการซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลกอย่างไร ไม่ว่าการจ้างงาน สวัสดิการและความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย โอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนของคนพิการทุกเพศและวัย

เราได้รับรู้เรื่องคนพิการที่มีโอกาสและพัฒนาตนเองจนแสดงออกถึงความสามารถมากมาย หลายกรณียิ่งกว่าคนที่ไม่พิการเสียอีก อย่างนักดนตรี นักกีฬา และคนที่ช่วยเหลือตนเองได้โดยแทบไม่เป็นภาระให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือพิการทางสายตาและการได้ยิน

คนเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ให้ผู้คนไม่ว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่ ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงสังคมให้โอกาสพวกเขาอย่างเหมาะสมเท่านั้น

มีคนอย่างเฮเลน เคลเลอร์ สตรีชาวอเมริกันซึ่งไม่ได้เกิดมาพิการเมื่อปี ค.ศ.1880 แต่อายุได้ 19 เดือนได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างที่ทำให้เธอมองไม่เห็นและไม่ได้ยินมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เธอได้โอกาสที่ดีจากครูที่สอน “ภาษา” ให้เธอสื่อสารกับผู้คนและ “สรรพสิ่ง” ได้ด้วยการสัมผัส

ภาษาที่เฮเลน เคลเลอร์ได้เรียนรู้จากครูทำให้เธอไม่ใช้สัญชาติญาณดิบๆ อีกต่อไป ที่อยากได้อะไรก็แสดงออกด้วยอารมณ์ นอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ภาษาทำให้เธอพัฒนาการใช้ “เหตุผล” มากยิ่งขึ้น ครูซัลลิแวนบอกพ่อแม่ของเธอว่า “ภาษาสำคัญสำหรับสมองยิ่งกว่าแสงสว่างสำหรับดวงตาเสียอีก”

ภาษาที่ครูได้ประยุกต์กับเฮเลนใช้การสัมผัสบนฝ่ามือเป็นหลัก ไม่นานเธอก็สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการที่เธอเอามือไปสัมผัสกับปากของคู่สนทนาเพื่อเข้าใจภาษาของคนที่พูด เธอได้พัฒนาไปถึงการฟังดนตรีจากการสั่นของเสียงและจังหวะ รับรู้การเคลื่อนไหวของคนรอบข้างจากการสั่นของการก้าวเดิน

เมื่อก้าวข้ามกำแพงการสื่อสารได้แล้ว เฮเลน เคลเลอร์ได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นสตรีที่พิการทางสายตา หูและการพูดคนแรกที่เรียนจบระดับปริญญา

เฮเลน เคลเลอร์เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม รณรงค์ให้นายจ้างให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่เธอเห็นว่าถูกเอาเปรียบ และบอกว่า ความพิการของผู้คนจำนวนมากมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม สตรีจำนวนมากถูกสถานการณ์บังคับให้ค้าประเวณี ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมและติดโรคจากเพศสัมพันธ์ทำให้พวกเธอตาบอด

เฮเลน เคลเลอร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเธอและความคิดทางสังคมการเมืองไว้ 12 เล่ม และบทความอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อพูดกับผู้คนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะนักการเมือง เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ จนถึงแก่กรรมเมื่อปี 1968 อายุได้ 87 ปี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดจากรัฐบาลอเมริกัน

เฮเลน เคลเลอร์ วิจารณ์นักการเมืองและนักธุรกิจนายทุนว่า เป็นพวกที่ “หูหนวกตาบอดทางสังคม” (socially blind and deaf) คือมองไม่เห็นและไม่ได้ยินปัญหาความไม่เป็นธรรม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิของกรรมกร คนยากคนจน คนพิการ

พวกที่ตาบอดและหูหนวกทางสังคมเหล่านี้เป็นใบ้ด้วย ไม่พูดไม่จาเรื่องราวที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะทำ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง “พวกเขาปกป้องระบบที่เลว อันเป็นสาเหตุของการพิการทางสายตาและการได้ยิน”

เรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ และคนพิการอีกมากมายที่สร้างแรงบันดาลให้ผู้คนและสังคม ทำให้คิดถึงนักจิตวิทยาอย่างดร.ไบรอัน ไวส์ ดร.ไมเกิล นิวตัน และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เชื่อว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่อย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เราทุกคนต่างก็เลิอกเกิดมามีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่วันนี้

ตามแนวคิดนี้แปลว่า ก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด เฮเลน เคลเลอร์ ได้เลือกเกิดมาตาบอด หูหนวกและเป็นไบ้ และเมื่อเธอแนวแน่มุ่งมั่นตามแผน เธอก็ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนิก วูยีชิช คนไม่มีแขนขาชาวอสเตรเลีย และคนพิการอีกมากมาย

นักจิตวิทยา นักสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติได้เหล่านี้เรียกโลกนี้ว่า “โรงเรียนโลก “ (Earth School) เป็นที่เรียนรู้ ที่ “ใช้กรรม” คือ การกลับมา “แก้ไข” สิ่งที่ได้ทำไม่ดีไว้ในชาติก่อน ได้โอกาส “แก้ตัว” ให้ดีกว่าเดิม

คนที่คิดและเชื่อเช่นนี้ย่อมไม่ท้อแท้หรือต่อว่า “โชคชะตา” ที่ทำให้เกิดมาแบบพิการ หรือมาพบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวด จะไม่บ่นว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” ไม่คิดว่าเป็นการลงโทษ เป็นทุกข์ที่ต้องแบก
วันนี้คนทั่วโลกจำนวนมากเชื่อเรื่องกรรม เรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อว่าชีวิตมี 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ ”ชะตากรรม” (destiny) ที่สวรรค์กำหนด อีกด้านหนึ่ง คือ เจตจำนงเสรี (free will) หรือการตัดสินใจของเราเอง ซึ่งแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีส่วนรับผิดชอบอย่างสำคัญด้วย

คนพิการจำนวนมากก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ดีกว่าคนไม่พิการ ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือน “โชคดีที่มากับโชคร้าย” (Blessing in disguise) เป็นชีวิตที่ได้เลือกเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนและสำหรับโลก สิ่งที่พวกเขาควรได้รับไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่เป็นโอกาสเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่เหมาะสม