ประเด็นปัญหาที่ว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาทางสังคมมาจาก “ความเหลื่อมล้ำ” นั้นไม่ใช่เรื่องให้เลย สังคมไทยพูดกันประเด็นนี้มานานแล้ว

ประเด็นปัญหาที่กำลังเรียกร้องกันเรื่อง “ความเท่าเทียม” แล้วลากโยงไปว่า การโหวตเลือกตั้งหนึ่งคน หนึ่งเสียง นั้นแสดงถึง “ความเท่าเทียม” ก็มิใช่เรื่องใหม่อีกเช่นกัน สังคมไทยเราเคยพูดกันประเด็นนี้มานานแล้ว

ประเด็นปัญหาว่าด้วยเรื่องความเสมอภาคทัดเทียมกันทางเศรษฐกิจ เป็นหลักประกันของเสรีภาพ ก็มิใช่เรื่องใหม่ ๆ อีกเช่นกัน

ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ คือระดับแห่งความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกันในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาที่สุด ผู้คนจำนวนมากก็ใฝ่ฝันอยากเห็นสังคมเป็นอย่างนั้นมานมนานแล้ว นับตั้งแต่ยุค ปลาโต ท่านก็อยากเห็นสังคมเป็นอย่างนั้น คือมนุษย์ควรมีเสรีภาพความเป็นอยู่เท่าเทียมกัน ควรจะแตกต่างกันบ้างตามส่วนของสติปัญญา

แต่ในทางเป็นจริง ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมนั้น กลับให้ความสำคัญเรื่องเสรีภาพในด้านอื่น ๆ เช่น เสรีภาพในการเขียน การพูด โฆษณา สำคัญกว่า ส่วนเสรีภาพในความเป็นอยู่ควรปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม คือเสรีภาพที่จะใช้ความได้เปรียบ ของทุน ของเงื่อนไขความสัมพันธ์ (เส้นสาย) ในระบบอุปถัมป์ ของการเลือกใช้กฏหมาย ฯลฯ การที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งต้องมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นอดอยาก มาตรฐานการครองชีพเลวร้าย แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย มีมรดกสะสมไว้ให้ลูกหลานไว้ใช้กันชั่วโคตร นี่แหละ “เสรีภาพ” ที่มนุษย์ได้รับจาก “เปลือกประชาธิปไตย”

ผู้คนหลงใหลอยู่กับ “เปลือกประชาธิปไตย” จนลืมไปว่า มนุษย์จะต้องมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจเสียก่อน เมื่อมีความเสมอภาคแล้ว เสรีภาพอันแท้จริงจึงจะเกิดขึ้น คือเสรีภาพในการพูด การเขียน การแดงความคิดเห็น ตลอดจนเสรีภาพที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม จะตามมา

สังคมเราทุกวันนี้มีเงินเป็นอำนาจ

ตราบใดที่ความแตกต่างในฐานะเศรษฐกิจยังมีระดับอันเหลื่อมล้ำกันมากมายเช่นนี้ เงินก็มีอำนาจทำได้ทุกอย่าง กำจัดเสรีภาพต่าง ๆ ได้ และใครขาดเงินก็ขาดโอกาสที่จะทำการได้เต็มที่ตามความสามารถของตน

อีกไม่นานประเทสไทยก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปกันแล้ว แต่ผลของารเลือกตั้งนั้น เราก็ย่อมจะได้รับ “ผล” ของประชาธิปไตยที่เน้นแต่เรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” ในการใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขที่ได้เปรียบชนั้นล่าง มาเอารัดเอาเปรียบชนชั้นล่างกันต่อไป

แนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคทัดเทียมทางเศรษฐกิจนั้น นักวิชาการ,นักการเมือง เขียนวิธีการเสนอกันไว้มากมาย แต่แล้วมันก็เป็นแค่ “วาทกรรม” ไม่มีรูปธรรมการปฏิบัติ