การเป็นประธานาธิบดีของโดแนลด์ ทรัมป์ ดูจะเปลี่ยนโลกไปในทิศทางตรงกันข้ามกว่าครึ่งของที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ถ้าเป็นไปตามนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียง ขบวนการโลกาภิวัตน์ จะแปรกลับเป็นโลกานิวัติตัวใครตัวมัน บ้านใครบ้านมัน

อโลกาภิวัฒน์หรือโลกานิวัฒน์ ( Deglobalization) เป็นการอธิบายถึงการค้าการลงทุน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ ระหว่างภูมิภาคลดลง หรือหดตัวลง การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจลดหรือเลิก

มีการจำกัดวง ไม่มีความร่วมมือกันระหว่างประเทศ แต่ละประเทศคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตน มีการกีดกันทางการค้า ทางการลงทุน

เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาแล้ว ในช่วงทศวรรษที่ 1914-1970 ที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมากเพราะแต่ละประเทศเอาแต่ตัวรอด

ตรงกันข้ามกับโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เป็นเศรษฐกิจไร้พรมแดน การค้า การลงทุน สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยีและการเมือง มีการถ่ายเท ไปมาระหว่างประเทศ ในลักษณะไร้พรมแดน

สิ่งที่เป็นตัววัดว่าเกิดโลกาภิวัตน์หรือโลกานิวัติ ได้แก่

1.สินค้าและบริการที่ใช้การวัดปริมาณและมูลค่าการส่งออกนำเข้า ที่นำไปเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากร
2. ประชากรแรงงาน อัตราการเคลื่อนย้ายอพยพแรงงาน เข้าหรือออกจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี
3.เงินทุน มีการเคลื่อนย้ายเข้าหรือออกโดยผ่านการลงทุนต่างประเทศโดยตรง(FDI)

เครื่องมือที่ใช้ในการก่อเกิดโลกาภิวัฒน์หรือโลกานิวัติ ได้แก่
1.กำแพงภาษีหรืออัตราภาษีโดยเฉลี่ย
2.ความเข้มงวดในการผ่านแดน
3.ความเข้มงวดในการให้การลงทุนภายในปะเทศหรือไปลงทุนตางประเทศ

ด้นความเสี่ยงอันเกิดจากการโลกานิวัติ
1. ลดอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก
2. ขาดความร่วมมือระหว่างประชาคมเศรษฐกิจในภูมิภาค อนุภูมิภาค
3. การค้าของโลกหดตัวลง การกีดกันทางการค้า การปกป้องการผลิตและการค้าในแต่ละประเทศก่อเกิดการตอบโต้ ก่อเกิดความบาดหมาง การค้าเสรีที่ใช้หลักการได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ที่เป็นการแลกเปลี่ยนการค้าระหว่างประเทศ ที่แต่ละประเทศต่างมีสินค้าที่แตกต่างกันค้าขายกันจะกลายเป็นการปิดกั้น

ข้อตกลงในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือ TPP นั้น ไทยจะเสียเปรียบสหรัฐและญี่ปุ่นในด้านสิทธิบัตรยา และสินค้าเทคโนโลยีซึ่งมีมูลค่าปีละกว่าแสนล้านบาท

ทั้งนี้เพราะสหรัฐเป็นชาติที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ยาและเวชภัณฑ์มากที่สุดในโลก จนแทบกุมกลไกตลาดยาได้

ยาหลายตำรับเราจำเป็นต้องใช้ เช่นยารักษาโรคหัวใจ มะเร็ง ไวรัส ความดันโลหิตสูง ฯลฯ

หากต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงทีพีพี เราจะต้องเปิดให้ยาราคาแพงเหล่านี้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราเสรี

โดยเราไม่สมารถใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ( Compulsory License ) เพื่อผลิตยาเหล่านั้นเอง ขายในราคาถูกๆแก่คนไทยด้วยกันเองได้เลย

หากโดแนลด์ ทรัมป์ ทำตามนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศไว้ขณะหาเสียงเลือกตั้ง เราก็คงจะมีปัญหาในด้านนี้มาก

แม้จะหายกังวลที่ทรัมป์บอกว่าจะยกเลิกบทบาทของสหรัฐในทีพีพีซึ่งตราไว้ในยุคบารัก โอบามา

แต่ทั้งทรัมป์และนางฮิลารี คลินตัน ต่างก็แสดงท่าทีว่า จะแก้ไขข้อตกลงที่สหรัฐเห็นว่าได้ประโยชน์คุ้มค่าในความตกลงเบื้องต้น

นั่นหมายถึง ใครก็ตามที่มาเป็นประธานาธิบดี จะต้องแก้ไขข้อตกลงนี้ในรอบการเจรจาครั้งใหม่

โดยเฉพาะทรัมป์นั้น นโยบายเศรษฐกิจของเขามีแนวโน้มไปทางโลกานิวัติซึ่งหมายถึงการปกป้องผลประโยชน์ของคนอเมริกัน การกีดกันทางการค้าการกีดกันคนต่างชาติมิให้เข้ามาทำงานในสหรัฐ

แต่นโยบายที่หาเสียงไว้นี้ ทรัมป์อาจจะทำไม่ได้ตามใจตัวเอง เพราะยังมีนโยบายพรรคควบคุมมิให้ออกนอกลู่นอกทาง

และบางประเด็น เป็นวาทกรรมในการหาเสียง ถึงเวลาทำจริง ทำไม่ได้

อย่างเรื่องการสร้างกำแพงกั้นเขตแดนสหรัฐ-เม็กซิโก ที่ทรัมป์ต้องกาสกัดกั้นชาวเม็กซิกันมิให้ลักลอบเข้เมืองมาทำงานนั้น

เชื่อว่าจะไม่มีการสร้าง เพราะทรัมป์เกี่ยงให้เม็กซิโกเป็นคนสร้างใช้เงินทุนของตนเอง

ใครจะบ้าไปสร้างกำแพงกั้นคนของตนไม่ให้เข้ามาหางานทำในสหรัฐ นำเงินกลับประเทศ ?

สิ่งหนึ่ง

ที่ทรัมป์ปลุกคะแนนเสียงจากคนชราก็คือการสร้างฝันให้คนรุ่นซิกตี้หรือรุ่นเบบี้บลูม ซึ่งขณะนี้ล้วนเป็นคนวัยชรา

ฝันอเมริกันหรือAmerican Dream ที่เคยปลุกให้คนอเมริกันหนุ่มสาวเมื่อ 40-50 ปีก่อนทำงานหนัก สร้างตัวเอง สร้างรากฐานจนร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นฝันที่ทรัมป์ขายให้แก่ผู้สูงวัยอเมริกันในช่วงหาเสียง

ช่วงที่อังกฤษทำประชามติจะออกจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรปหรืออียูนั้น โพลส่วนใหญ่ได้ผลออกมาว่า ไม่ออก

มีบางโพลไปสัมภาษณ์คนสูงวัย พบว่าส่วนใหญ่จะลงมติให้ออก หรือ Brexit

ผลออกมาว่าให้ออกจริงๆ โดยคนอังกฤษรุ่นเก่าหวนคิดถึงความรุ่งโรจน์ยุคอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม จึงต้องการที่จะลดความผูกพันกับเพื่อนร่วมทวีป

ทำนองเดียวกันกับ deglobalization ของทรัมป์ในขณะนี้

คือใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ “บ้านใคร บ้านมัน” หรือ “ตัวใครตัวมัน”

เหมือนกับยุค ต้นศตวรรษที่ 20 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แต่ละประเทศพัฒนาแล้ว พากันเอาตัวรอด ไม่เอื้อเฟื้อกันและกัน

ทรัมป์จะทำได้ตามที่พูดไหม หรือจะเป็นศรีธนนชัยแบบสร้างกำแพงกั้นประเทศ ?