สมบัติ ภู่กาญจน์

ตอน ด้านนี้ ก็ยัง (น่าจะ)มีคนสนใจ

ต่อไปนี้ จะเป็นรายละเอียด ของคำถามคำตอบ 5 ข้อ ที่ ‘หญิงไทย’ เป็นผู้ถาม และ ‘คึกฤทธิ์ ปราโมช’ เป็นผู้ตอบ ไว้เมื่อต้นปี 2494 ดังนี้

ถาม 1. ความรักคืออะไร?

ตอบ 1. ความรักทางเพศ เป็นพลังทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่คอยผลักดันให้มีการสืบพันธุ์และเผยแพร่พันธุ์สัตว์ออกไป กำลังธรรมชาตินี้ เป็นกำลังที่ร้อนแรงมาก สามารถบังคับมนุษย์และสัตว์ให้กระทำการได้หลายอย่าง หรือเกือบทุกอย่าง ทั้งในทางดีและทางชั่ว คนเราอาจจะกระทำความดีได้มาก ถ้าหากมีความรัก หรือขณะเดียวกัน ก็อาจทำความชั่วได้มากเพราะความรักเป็นเหตุ ทุกคนต้องประสบความรัก ถ้าปล่อยตนเองให้อยู่ใต้บังคับของธรรมชาติ และความรักนั้น เมื่อเป็นกำลังธรรมชาติอย่างหนึ่งแล้ว ก็ย่อมจะมีการเสื่อมกำลังลงด้วยความสำเร็จตามความปรารถนา เหมือนกับความหิวที่หายไปเมื่อได้บริโภคอาหารแล้วตามความต้องการ ความรัก เมื่อเกิดขึ้นได้ก็ย่อมสิ้นสุดลงได้ จึงไม่ใช่ของแปลกประหลาดอันใด แต่ลักษณะของความรักนั้น มีสิ่งที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือ ขณะที่รักแต่ละครั้งนั้น ผู้ที่มีความรักจะต้องนึกว่า เป็นความรักอันแท้จริงอันไม่มีวันที่จะสิ้นสุดลงได้เสมอ ถ้าไม่นึกอย่างนี้ก็ไม่ใช่ความรัก และคนสองคนถ้ารักกันอยู่ในอัตราเดียวกัน และหมดรักลงไปพร้อมๆกัน ปัญหาของความรักจะไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาของความรักและความทุกข์โทมนัสจากความรัก จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ้นรักลงไปก่อนเท่านั้น วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาแผลในหัวใจที่เกิดจากความรักก็คือ คนต้องรู้จักใช้พรหมวิหาร 4 หรือมิฉะนั้นก็หาความรักใหม่เสียเลย ถ้ามัวแต่นำมาคิดมาตรอง แผลนั้นก็จะยิ่งลึกมากขึ้น

ที่กล่าวมานี้ ก็ว่าในหลักทั่วๆไป สำหรับตัวผมเองนั้น ความรักคือสิ่งที่บังคับหัวใจให้เต้นตุ๋มๆต้อมๆ ไม่เป็นจังหวะ เป็นสิ่งที่ทำให้มองดูอะไรก็สวยไปหมด และชีวิตช่างน่าอยู่เสียจริงๆ ความรักสำหรับผม ทำให้ผมรู้สึกเสียวๆในหน้าอกใต้ลิ้นปี่ลงไปเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็ตัวร้อน ประเดี๋ยวก็ตัวเย็น เมื่อจากคนที่รักไปก็คิดถึง ครั้นได้พบแล้วก็คิดถึงอีก เพราะกลัวว่าจะต้องจากไป ระหว่างที่มีความรักนั้นก็ตายและเกิดใหม่วันละหลายร้อยชาติด้วยความหึง จนพูดไปก็ชักจะอาย เพราะความรู้สึกเหล่านี้เคยมีมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว (ขออนุญาตหมายเหตุว่า ขณะที่ตอบนั้นผู้ตอบอายุ 40 ปี เคยแต่งงานแล้วมีบุตรธิดาแล้วสถานภาพการสมรสขณะนั้นแยกจากกัน) เดี๋ยวนี้ มีแต่อารมณ์ครึ้มๆ จะเรียกว่ารักก็ไม่ใช่ ใคร่ก็ไม่เชิง แบบที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ‘หมาหยอกไก่’ นั่นแหละครับ

ถาม 2. ความรักที่แท้จริง จะมีหรือไม่? กรุณาให้ความสว่างด้วย

ตอบ 2. ความรักที่แท้จริงนั้นมี แต่จะอยู่ได้ไม่ค่อยนาน คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ไม่ใช่ด้วยความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่คนสองคนจะอยู่กันตลอดชีวิตได้ด้วยความเป็นมิตร และความมีรสนิยมต้องกัน เห็นอกเห็นใจกัน ยอมเสียสละให้แก่กันได้ ประกอบกับมีความรักร่วมกันในลูก หรือในชีวิตที่มีร่วมกันอยู่

ถาม 3. ทำไมผู้ชายชอบมีภรรยามาก ?

ตอบ 3. ธรรมชาติสร้างสัตว์หลายชนิด ให้มีตัวเมียตามตัวผู้เป็นฝูงๆ คุณดูตัวอย่างไก่ตัวผู้ในเล้า ก็จะเห็นธรรมชาตินี้ เพราะวัตถุประสงค์ของธรรมชาตินั้น มีอยู่อย่างเดียวคือเผยแพร่พันธุ์ ผู้หญิงนั้นมีลูกได้ปีละคน ส่วนผู้ชายนั้น มีลูกได้ 10 คน หรือ 100 คนก็ได้ ต่อปี ถ้ามีเมียให้พอ

ถาม 4. หม่อมมีภรรยากี่คน?

ตอบ 4. แล้วกัน! ถามไปถามมา ทำไมมาวกเล่นเอาผมเข้าล่ะ ข้อนี้ขอไม่ตอบ

ถาม 5. ตามความรู้สึกและแนวความคิดของหม่อม มีความเห็นอย่างไรในชายประเภทนี้

ตอบ 5. เรื่องนี้ว่าไปแล้ว มันก็เรื่องอกเขาอกเราครับ ผู้ชายบางคนก็ชอบมีเมียมาก บางคนก็ชอบมีเมียน้อย สรุปแล้ว เมียมากหรือเมียน้อยมันก็ไอ้เรื่องเดียวกันนั่นแหละ ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรถูกเหมือนกัน ข้อสำคัญนั้นผมว่า อย่าเพิ่งรีบเข้าใจทันทีทันใดว่า ถ้าผัวมีเมียน้อยแล้วแปลว่าผัวไม่รัก ความจริงแล้ว ใจของผู้ชายนั้น ผมคิดว่ายังรักอยู่ แต่มันอาจจะมีเวลาเผลอไผลไปบ้างในบางครั้งบางที คิดเสียก็แล้วกันครับว่า เลี้ยงผู้ชายก็เหมือนเลี้ยงแมวตัวผู้ บางเวลามันก็อาจจะเผลอหายไปจากบ้านบ้าง แต่ในที่สุดก็จะกลับมาเอง ไม่ไปไหนเสียหรอกครับ

( จบคำตอบลงลายเซ็น คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงวันที่ 19 มกราคม 2494 )

********* **********

นี่เป็นตัวอย่าง ของการเขียนหนังสือให้คน(ส่วนใหญ่)ติดตามอ่านได้ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นแต่การเขียนในแนวใดแนวหนึ่งตลอดไป เพราะโลกนี้มิได้มีแต่เพียงด้านเดียวครับ ชีวิตก็มิได้มีแต่เพียงเศรษฐกิจการเมืองสังคม หรือเทคโนโลยีใหม่ แต่มีมนุษย์ที่เป็นองค์ประกอบอันสำคัญอยู่ด้วย มนุษย์ที่มีทั้งความเหมือนความต่าง และไม่มีมนุษย์ที่ไหนในโลกที่จะเป็นพิมพ์เดียวกันหมด โดยไม่มีความแตกต่างกัน

พยายามนึกให้กว้างขวางอย่างนี้ แล้วช่วยกันเขียนหนังสือให้คนส่วนใหญ่ติดตามอ่านข้อเขียนกันไปได้เรื่อยๆ จะทำให้คนหันกลับมาอ่านหนังสือได้มากขึ้น, มากกว่าการสาดใส่อารมณ์ของผู้เขียนเองแต่เพียงคนเดียว แล้วก็ใช้สื่อสมัยใหม่เป็นเครื่องวัดความนิยม หรือเปล่า?

ผมอยากฝากไว้ให้ช่วยกันคิด

คิดแล้วจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ก็ได้ เพราะความเห็นต่าง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ เช่นเดียวกันครับ