ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ในที่สุดผลการเลือกตั้งกลางเทอมหรือ “มิดเทอม (MIDTERM)” เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ล่วงหน้าไปพอสมควร เนื่องด้วยผลสำรวจล่วงหน้าว่า “พรรคเดโมแครต (DEMOCRATS)” ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร หรือ “HOUSE OF REPRESENTATIVES)” จำนวน 222 ที่นั่ง ส่วน “พรรครีพับลิกัน (REPUBLICANS)” ได้เพียง 199 ที่นั่งเท่านั้น (ทั้งนี้ผมเขียนช่วงบ่ายวันพุธ แต่คะแนนน่าจะใกล้เคียงร้อยละ 90-95) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า พรรคเดโมแครตครองอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรครีพับลิกันเสียงหายไปในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่นั่งในวุฒิสภา (HOUSE OF SENATE) ปรากฏว่าพรรครีพับลิกันได้ที่นั่ง 51 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครตได้ 45 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจำนวนที่นั่งทั้งที่นั่งในสภาคองเกรส (CONGRESS) นั้น ต้องเรียกว่า “ถ่วงดุลอำนาจ” อย่างแน่นอน หรือ “BALANCE OF POWER” แต่อาจจะเอียงมาทางพรรคเดโมแครต

ถามว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์ คงจะต้องพิจารณาการบริหารงานของตนเองในอีก 2 ปีข้างหน้าว่า จะแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เท่าเดิมหรือไม่ ซึ่งน่าจะต้องเคร่งขรึม หรือถอยหลัง มิใช่ “อาละวาด” แบบเดิมได้อีกต่อไป เนื่องด้วย “เสียงของประชาชน” นั้นมีความหมายมากในประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุผลสำคัญเพราะว่า “เสียงในสภาผู้แทนราษฎร” นั้นมีเพียงนัยยะสำคัญอย่างมากในการ “ตรวจสอบการบริหารงานของประธานาธิบดี” เท่านั้นยังไม่พอ ถึงแม้ว่า “วุฒิสภา” พรรครีพับลิกันจะมีที่นั่งมากกว่าพรรคเดโมแครตแต่ก็เพียง 6 ที่นั่งเท่านั้น แสดงว่าชาวอเมริกันนั้นส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่ชอบ” โดนัลด์ ทรัมป์ในการบริหารประเทศช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าต้องขอเสียมารยาทว่า “บ้าอำนาจมาก!”

เราลองมาดูผลการวิเคราะห์จากหลากหลายสำนักในสหรัฐอเมริกาผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นปรากฏว่า “พรรคเดโมแครต” สามารถยึดครองที่นั่งใน “สภาผู้แทนราษฎร” ได้เพิ่มมากขึ้น และครองเสียงข้างมากไปได้ ขณะที่ “พรรครีพับลิกัน” ยังคงครองเสียงข้างมากใน “วุฒิสภา” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งใน “รัฐสภา” กล่าวคือ ในการเลือกตั้งที่เป็นการพิสูจน์ถึงความนิยมในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน
ข่าวระบุว่าผลอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า “เดโมแครต” สามารถกวาดที่นั่งในรัฐเวอร์จิเนีย ฟลอริดา เพนซิลเวเนีย โคโลราโด และนิวเจอร์ซีย์ โดย คุก โพลิติคอล รีพอร์ต สื่ออิสระที่วิเคราะห์เรื่องการเมืองเลือกตั้งสหรัฐ คาดว่า เดโมแครตจะได้ที่นั่งเพิ่มในสภาผู้แทนราษฎรอีกอย่างน้อย 30 ที่นั่ง จากที่นั่งในสภาทั้งหมด 435 ที่นั่ง โดยที่เดโมแครตต้องการที่นั่งอีกเพียง 23 ที่นั่งก็จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแต่กลับได้มากขึ้น

ส่วน “วุฒิสภา” พรรครีพับลิกันยังคงสามารถครองเสียงข้างมากเอาไว้ได้ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันดุเดือดคือที่รัฐอินเดียนา ที่นายโจ ดอนเนลลี จากเดโมแครตที่เพิ่งอยู่ในวุฒิสภาได้เพียงเทอมเดียว กลับพ่ายแพ้ให้แก่รีพับลิกัน ทั้งที่เก้าอี้นี้เป็นเก้าอี้ที่เดโมแครตเชื่อมั่นว่าจะต้องชนะและจะทำให้เก้าอี้ในวุฒิสภาของเดโมแครตเพิ่มขึ้นเ ช่นเดียวกับที่รัฐนอร์ทดาโคตา ที่เฮดี ฮีตแคมป์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต พ่ายแพ้ให้กับ เควิน เครเมอร์ จากรีพับลิกัน

สื่อสหรัฐหลายสำนักฟันธง “เดโมแครต” ทวงเสียงข้างมากในสภาล่างได้ครั้งแรกรอบ 8 ปี ส่วน “รีพับลิกัน” ยังรักษาเสียงข้างมากในสภาสูงเช่นเดิม สำนักข่าวชั้นนำอย่างซีเอ็นเอ็น ซีเอ็นบีซี ฟอกซ์ และเอ็นบีซี คาดการณ์ตรงกันว่า “พรรคเดโมแครต” จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีการเลือกตั้งใหม่ทั้ง 435 ที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อวันอังคาร (6 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น พรรคเดโมแครตต้องการอย่างน้อย 23 ที่นั่ง เพื่อให้ถึง 218 ที่นั่ง แต่ก็ได้มากกว่านั้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของการครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และสื่อทุกสำนักในสหรัฐประเมินสอดคล้องกันว่า พรรคเดโมแครตอาจทำได้เกินความคาดหมาย คือได้มากถึง 44 ที่นั่ง แต่ก็สามารถหักปากกาเซียนกันได้

ขณะที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะยังคงรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาซึ่งมีทั้งหมด 100 ที่นั่งไปได้อีกอย่างน้อย 1 สมัยหรือ 2 ปี จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2563 ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งต่อไปพอดี

ผลการเลือกตั้งส.ส.ของสหรัฐในครั้งนี้ ยังจะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2553 ที่พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ซึ่งจะถือเป็น “งานหนัก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ และยังคงมีนโยบายหลายอย่างที่ค้างคาหรือยังไม่ได้รับความเห็นชอบ โดยเฉพาะนโยบายด้านผู้อพยพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ 
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับ "งานหนัก" ในอีก 2 ปีของการเป็นผู้นำสหรัฐ เมื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมบ่งชี้ว่า แม้พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา แต่พรรคเดโมแครตกลับมาทวงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ว่าผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ที่ต่างรู้ผลกันเรียบร้อยที่พรรคเดโมแครตทวงคืนที่นั่งมาได้ในสภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าการรัฐรวมเขตการปกครองรวม 39 แห่ง ปรากฏว่าสื่อท้องถิ่นทุกแห่งคาดการณ์ไปในทางเดียวกัน ว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไปได้อีกอย่างน้อย 1 สมัยหรือ 2 ปี จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2563 ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งต่อไปพอดี

ที่น่าสังเกตปรากฏว่า “สุภาพสตรี” จะมีจำนวนเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ในสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นปรากฎการณ์สำคัญ และในสภาล่างหนึ่งในนั้นคือน.ส.อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต ซึ่งได้รับการเลือกตั้งในเขต 14 รัฐนิวยอร์ก และด้วยวัยเพียง 29 ปีจึงสร้างประวัติศาตร์ให้เธอเป็นส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ

ทั้งนี้กลุ่มที่มีบทบาทที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ กลุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก หรือที่พูดภาษาสเปนที่มักเป็นชาวเม็กซิกัน กลุ่มชาวผิวสีหรือแอฟริกัน กลุ่มตัวอย่างสตรี กลุ่มชาวเอซียอเมริกัน และกลุ่มที่ถูกนโยบายต่อต้านจากนโยบายของทรัมป์ ที่หาว่าแย่งงาน อย่าลืมว่า “อเมริกา คือ หม้อหลอมรวมกลุ่มคน (MELTING POT) จากการก่อตั้งประเทศ” และกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ที่ต่างเลือก “พรรคเดโมแครต”

อีก 2 ปี ทรัมป์ทำงาน “ยาก-หนัก” อย่างแน่นอน!