พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ทุกอาชีพในอเมริกา ต้องโดนตรวจสอบทรัพย์สิน ไม่เว้นแต่อาชีพตุลาการในระดับต่างๆ ที่ต่างก็ล้วนมีที่มาซึ่งยึดโยงกับประชาชนหรือสนามการเลือกตั้งเช่นเดียวกับนักการเมืองทั่วไป

ในระบบอเมริกัน ภาพของความเป็นนักการเมืองกับตัวแทนของวิชาชีพแขนงต่างๆ จึงแยกไม่ออก เพราะนักการเมือง คือประชาชนแม้จะเป็นในนามของตัวแทนก็ตาม

น่าสนใจว่าในอเมริกาเองก็มีการกฎหมายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองอเมริกันเช่นเดียวกันกับกฎหมายของไทย มีการดำเนินการกันก่อนที่กฎหมายการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองในเมืองไทยจะเกิดเสียอีก นักการเมืองอเมริกันจะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินรายรับ รายจ่าย เพื่อรายงานให้สาธารณะทราบอย่างเปิดเผย

ไม่ต่างจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ในระดับสูง ที่ทำงานในหลายหน่วยงานของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ที่มีหน้าที่แจ้งทรัพย์สิน หรือไม่ก็บัญชีรายรับ-รายจ่ายให้รัฐและสาธารณะทราบเช่นกัน
รวมถึงองค์กรที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย (University, College) ที่กฎหมายของแต่ละรัฐกำหนดให้มีการเปิดเผยรายรับ-รายจ่าย ทั้งในส่วนของบุคคลที่เป็นผู้บริหารเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถาบันการศึกษาและตัวสถาบันการศึกษาเอง

แปลว่า ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เช่น อธิการบดี คณบดีรวมถึงลูกจ้างของมหาวิทยาลัยต้องรายงานหรือแจ้งบัญชีรายรับรายจ่ายต่อรัฐนอกเหนือไปจากสถาบันหรือมหาวิทยาลัยเองที่จะต้องทำรายงานรายรับ-รายจ่ายเรื่องนี้เพื่อส่งให้กับรัฐ และกฎหมายบังคับด้วยว่า “ต้องรายงานต่อสาธารณะ”

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UC- University of California) ซึ่งมีพนักงานและลูกจ้างมากกว่า191,000 คน กฎหมายระบุให้ UC ต้องจัดทำรายงานที่ เรียกว่า รายงานค่าใช้จ่ายประจำปี (Annual Report on Employee Compensation) โดยมหาวิทยาลัยต้องเปิดเผยค่าใช้จ่ายต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส (Annually discloses employee payroll information as part of its commitment to transparency and public accountability.) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา (ดูใน : https://ucannualwage.ucop.edu/wage/)

ความโปร่งใสด้านการเงินของมหาวิทยาลัยในอเมริกา โยงไปถึงจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคจากผู้สนับสนุนมหาวิทยาลัยจากภายนอก คือ ยิ่งมหาวิทยาลัยมีความโปร่งใสมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้น

ความโปร่งใสดังกล่าว รวมถึงความโปร่งใสในการกำหนดรายได้ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย อย่างเช่น อธิการบดี คณบดี หรือตำแหน่งบริหารระดับสูงอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้มหาวิทยาลัยในอเมริกามีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดำเนินการจัดทำรายงานเสนอต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย(Public Sector Salary Disclosure Act.)

สำหรับการรายงานสถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัยต่อรัฐบาลท้องถิ่นนั้น กฎหมายของแต่ละรัฐกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์และวิธีการที่คล้ายคลึงกัน เช่น ในรัฐโอเรกอน มหาวิทยาลัย ต้องเสนอรายงานรายได้ของพนักงานของมหาวิทยาลัย เช่น ผู้บริหาร อาจารย์ และลูกจ้างต่อสำนักบริหารของรัฐโอเรกอน คือ DAS (Oregon Department of Administrative Services) โดยต้องรายงานแม้กระทั่งรายได้นอกเหนือจากที่พนักงานของมหาวิทยาลัยได้รับจากมหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งก็คือ รายได้จากส่วนอื่นๆ หรือรายได้เสริมของอาจารย์/พนักงานของมหาวิทยาลัย เช่น รับงานสอนพิเศษ งานศึกษาดูงานหรืองานวิจัย เป็นต้น

รัฐโอเรกอนยังกำหนดให้มีการนำเสนอรายงานด้านการเงิน (รายรับ-รายจ่าย) ดังกล่าวต่อสื่อสาธารณะ เช่น ต้องลงในเว็บไซต์ เป็นต้นเพื่อให้สาธารณชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง

วัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงานเกี่ยวกับการเงินของมหาวิทยาลัย คือรายได้ของคณาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย ก็เพื่อความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ การปฏิบัติในลักษณะนี้ พบว่า มีการปฏิบัติทั่วไปในเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ เพราะมีส่วนต่อความนิยม หรือความเชื่อมั่นต่อมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ถือว่าผู้เข้าเรียนและผู้สนับสนุนมหาวิทยาลัยต้องมีส่วนรับรู้สภาพที่แท้จริงของสถาบันการศึกษานั้นๆ ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริจาคและการสนับสนุนสถาบันการศึกษาจากองค์กร และบุคคลจากนอกมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัย New Brunswick ที่แคนาดากำหนดให้ตัวมหาวิทยาลัยเองต้องรายงานและเปิดเผย รายได้ที่มหาวิทยาลัยต้องจ่ายให้กับอาจารย์และพนักงานของมหาวิทยาลัยอย่างเข้มงวด การเปิดเผยดังกล่าว อาจารย์และพนักงานที่มีรายได้เกิน 60,000 ดอลลาร์ ต่อปี กฎหมายแคนาดาบังคับให้ต้องเปิดเผยรายได้ต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายที่อาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัย ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ค่าการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นต้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของผู้บริหารระดับสูง (members of the university's senior staff) มหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ ก่อนรายงานต่อสาธารณะผ่านช่องทางคือสื่อต่างๆ

การรายงานด้านสถานะการเงินต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใสของบุคลากรในมหาวิทยาลัยในอเมริกา สัมพันธ์กับระบบความโปร่งใสด้านบริหารจัดการ (Voluntary System of Accountability –VSA) ตามระบบอเมริกัน ระบบดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว เพื่อแสดงให้สาธารณะเห็นว่าประสิทธิภาพ (performing) ในการบริหารจัดการด้านการศึกษาของในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร แต่ละมหาวิทยาลัยได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใสเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนทั่วไป

นั่นคือระบบที่ทางมหาวิทยาลัยจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนต่อสาธารณะแม้กระทั่งวิธีปฏิบัติการ ระบบการเรียนการสอน ผลการเรียนการสอน การประเมินผลการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้ปกครองและประชาชนทั่วมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกเรียนในสถาบันนั้นๆ

การแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของแต่ละสถาบันการศึกษาดังกล่าว ทำให้แต่ละสถาบันการศึกษาแข่งกันพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา เพราะการเปิดเผยข้อมูลการเรียนการสอน ทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลภายในของแต่ละสถาบันการศึกษาอย่างละเอียด ประชาชนสามารถเลือกตัดสินใจว่าตนเองหรือบุตรหลานจะเรียนกับสถาบันการศึกษาใดดี ที่จะเหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ต้องการสถาบันที่มีคุณภาพ

ย้อนกลับไปที่เมืองไทย เมื่อมองในแง่ของความโปร่งใสของสถาบันการศึกษาทุกระดับแล้วจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและการวางระบบการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาของไทยน้อยมากที่ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะด้วยความเชื่อที่ว่าอย่างไรเสียครูอาจารย์ย่อมไม่มีวันโกงซึ่งตรรกะดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย สามารถคอร์รัปชั่นได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปหรืออาชีพอื่นๆ ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่า อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยของไทย ใช้กโลบายทำให้ตัวเองได้ผลประโยชน์จากตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโดยตรง โดยอ้อมอย่างไรบ้าง และมีให้เห็นโดยทั่วไป
คำถามคือ ทำไมอาจารย์หรือผู้บริหารฯเหล่านี้ ไม่ยอมแสดงบัญชีทรัพย์สินเหมือนมาตรฐานอาจารย์ผู้บริหารฯในต่างประเทศ

การออกแบบและวางระบบการศึกษาของไทยสัมพันธ์กับความเชื่อและค่านิยมอุปถัมภ์ มากกว่าการวางระบบให้ง่ายต่อการตรวจสอบจากสาธารณะ จากฐานความคิด ฐานันดรแบบเดิมๆ ที่คิดว่ามหาวิทยาลัย เป็นสถาบันของปัญญาชนผู้เป็นสุจริตชนเพียวๆ

การวางระบบการตรวจสอบคือการรายงานบัญชีทรัพย์สินของอาจารย์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยต่อสาธารณชนเพื่อให้แข่งขันกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงไม่เกิดเสียที ส่งผลให้การฉ้อฉลในมหาวิทยาลัยไทยยังคงอยู่ต่อไป...