Life Beautiful

แทนคุณ จิตต์อิสระ

ผมมีโอกาสได้ไปงานเปิดตัวปฏิทินธรรม ท่านพุทธทาส ภิกขุ ของสำนักพิมพ์สุขภาพใจ ที่ใช้ชื่อว่า อยู่กันนิรันดร ซึ่งเป็นหัวข้อหลัก ในปี 2562 (เผลอแป๊บเดียวก็จะปีใหม่กันอีกแล้ว) จึงอยากเชิญชวนให้มาเป็นเจ้าของ ปฏิทินดีๆ และช่วยกันสนับสนุนให้เป็นของขวัญของฝากในปีใหม่นี้ ที่มีมาของการอยู่กันนิรันดร ก็คงมาจาก แนวคิดตอนหนึ่งของท่านพุทธทาสที่กล่าวว่า
“มีการเป็นทาสชนิดหนึ่ง เป็นทาสที่ไม่ต้องเลิก ยิ่งมีมาก ยิ่งดี  ยิ่งเป็นทุกคนด้วยแล้ว โลกยิ่งมีสันติภาพ ไร้วิกฤตกาล  นั้นคือ การเป็นทาสของพระพุทธองค์ เรียกว่า "พุทธทาส" 
พุทธทาส แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธองค์อย่างถวายชีวิต  ในฐานะเป็นหนี้ในพระมหากรุณาธิคุณด้วย 

เพราะความกตัญญูด้วย และเพราะเห็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย 

จึงสมัคร มอบกายถวายชีวิตหมดสิ้นทุกประการ เพื่อรับใช้พระพุทธองค์  เพื่อกระทำสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธประสงค์

พระพุทธองค์ไหน?  ตอบอย่างภาษาคน ก็พระพุทธองค์ที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่ทรงอุบัติขึ้นในโลก ตรัสรู้ แล้วสั่งสอนสัตว์ จนตลอดพระชนมายุ  เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่ถ้าตอบ อย่างภาษาธรรม ก็ได้แก่ พระพุทธองค์  ดังที่ตรัสไว้ในข้อความที่มีอยู่ว่า "ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใด เห็นเรา ผู้นั้น เห็นธรรม"  อันเป็นพระพุทธองค์ ซึ่งจะยังทรงอยู่ ตลอดกาลนิรันดร และมีได้ในบุคคลทุกคนที่เห็นธรรม 

สิ่งนั้น คือ สติปัญญาที่ดับทุกข์ได้ ตามหลักที่ตรัสไว้ว่า  "ผู้ใด เห็น ปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น เห็นธรรม" 

ถ้าถือตามหลักนี้ ก็คือ รับใช้สติปัญญาของตนเอง ที่เห็นธรรม จนดับทุกข์ของตนได้ แล้วช่วยเหลือผู้อื่น ให้ดับทุกข์ได้ด้วย และมีผลแก่ชาวโลก ตรงตามพระพุทธประสงค์ ถือเอากิจกรรมนี้ เป็นหน้าที่ที่ต้องทำอย่างสุดชีวิตจิตใจ” 
 
รับใช้กันอย่างไร? รับใช้ด้วยกระทำ ให้เกิดความถูกต้อง ทั้งในส่วนปริยัติ และปฏิบัติ ให้เกิดผล เป็นปฏิเวธที่แท้จริง ให้เพื่อนมนุษย์ รู้ธรรมะ มีธรรมะ ใช้ธรรมะ ได้รับผลจากธรรมะ มีชีวิตที่เยือกเย็น เป็นนิพพานกัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ตามสัดส่วน แห่ง สติปัญญา ความสามารถ แห่งตนๆ ทำให้สติปัญญาชนิดนี้ ปรากฏแพร่หลายไปทั่วโลก และทุกโลก ทุกโลกในที่นี้ หมายถึง ทุกชนิดแห่งบุคคล ที่หลงใหลในกาม ในรูป หรือวัตถุ และในอรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป เช่น อำนาจวาสนาบารมี หรือแม้แต่ในบุญกุศล อีกอย่างหนึ่ง ก็พูดว่า ทั้งเทวดา และมนุษย์ มนุษย์ คือ ผู้ที่ต้องอยู่กับเหงื่อ  เทวดา คือ พวกที่ไม่รู้จักเหงื่อนั่นเอง 

โลกในภาษาคน คือ โลกพิภพ ที่อยู่นอกตัวคน ดังที่เห็นๆกันอยู่  ส่วนโลก ใน ภาษาธรรม นั้น เป็น โลกในตัวคน ได้แก่ ภูมิแห่งจิตที่แตกต่างกัน ตามภูมิ ตามชั้น  ธรรมะต้องครอบงำทั่วทั้งโลกและทุกโลกจริงๆ อย่างแพร่หลาย

แพร่หลายทั่วโลกอย่างไร?  คือ ทำให้กลายเป็นสิ่งที่มีในขีวิตประจำวันของมหาชน ทุกชั้นทุกคนมี สติปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ ขันติ ในการทำหน้าที่ ของตน ทุกกาลและเทศ คือทุกวินาทีและทุกกระเบียดนิ้ว ทุกคนทำหน้าที่ อย่างสนุกสนาน มีความพอใจ และความสุข จากความพอใจตลอดเวลาที่ทำงาน 

มิใช่เมื่อรับผลงาน ไปประกอบกิจกรรมอบายมุขทั้งหลาย มีความถูกต้อง ตลอดทั้งวัน ค่ำลงนึกดูแล้ว ยกมือไหว้ตัวเองได้ เป็นสวรรค์ที่แท้จริง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครว่างงาน เพราะเห็นหน้าที่การงาน ทุกชนิด ว่า 

นั่นแหละ คือตัวธรรมะ ที่เขารู้จักกัน มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมีความถูกต้องทั้งในส่วนปริยัติ ปฎิบัติ ปฏิเวธ นั้นเป็นอย่างไร? คำว่าถูกต้องนี้ มิได้หมายถึง ถูกต้องตามทางตรรก หรือ ทางปรัชญาชนิด ฟิโลโซฟี่ 

หากแต่ ถูกต้อง ตามหลักการของพุทธบริษัท คือมีผลปรากฏ เป็นการไม่เบียดเบียนใคร แต่ทุกคนได้รับประโยชน์ อย่างที่มีความรู้สึกอยู่แก่ใจ ไม่ต้องเชื่อใคร หรือ ให้ใครบอก (นี้เป็น สันทิฏฐิโก) 
เป็นความถูกต้อง ที่เรียกใครๆ มาดูได้ เพราะมีให้ดูอยู่ ที่เนื้อ ที่ตัวจริงๆ (นี้เป็น เอหิปัสสิโก) และมีผล ไม่ขึ้นอยู่กับ เวลา เมื่อนั้นเมื่อนี้ หรือต่อชาติหน้า  หากแต่มีทันทีตลอดเวลา ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ อยู่ (นี้เป็น อกาลิโก)  ความถูกต้อง คือไม่ทำใครให้เดือดร้อน  แต่มีผลดีแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งตนเองด้วย  เป็นความหมายที่ชัดเจน ไม่ต้องถุ้งเถียงกัน  หรือ ต้องขึ้นศาล  ปริยัติ คือ ความรู้ ก็ถูกต้อง  ปฏิบัติ คือ การกระทำ ก็ถูกต้อง 

ปฏิเวธ คือ ผลของการกระทำ ก็ถูกต้อง  เพราะมันมีความรู ้และ การกระทำอย่างถูกต้องนั่นเอง

ดับทุกข์ได้จริงอย่างไร?  คือมีความเย็นอกเย็นใจ ของทุกคนในชีวิตประจำวัน  ถ้าเขามีความรู้เรื่อง สุญญตา ตถตา และ อตัมมยตา  อย่างเพียงพอแล้ว ไม่มีอะไรมาทำให้เกิดความเร่าร้อนได้เลย 
จิตของเขาไม่อยู่ใต้อำนาจ ของความเป็นบวกเป็นลบ  เพราะเห็นสิ่งทั้งปวง โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ไม่หิวกระหายในสิ่งใด นอกจากความอิ่ม  เพราะรู้สึกว่า ได้กระทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง 

และเหงื่อนั้น คือ น้ำมนต์  หรือ สิ่งชักจูงให้พระเจ้า หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย  มาช่วยเหลือ รู้ชัดจนแน่ใจว่า ถ้าไม่ประพฤติธรรม คือหน้าที่แล้ว ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาช่วยได้ ให้มาสักฝูงหนึ่ง ก็ช่วยไม่ได้ 

ถ้าทำหน้าที่ อย่างถูกต้องแล้ว เหงื่อนั่นแหละ กลายรูปเป็น  พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ที่ช่วยได้จริง เขาเชื่อมั่นว่า มีอะไรเป็นตัวตน สิ่งนั้นแหละ จะช่วยจนกว่า จะหมดตัวตน ซึ่งไม่ต้องการช่วยเหลืออะไรจากใคร อีกต่อไป  ความเห็นแก่ตัว เป็นของร้อน แต่ความไม่เห็นแก่ตัว หรือ หมดความเห็นแก่ตัว เป็นของเย็น จะทำงานสิ่งใด ก็ทำด้วยสติปัญญา หรือสัมมาทิฎฐิ ไม่ทำด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว ซึ่งจะเผาลนตลอดเวลา

อย่างไรเรียกว่าหมดความเห็นแก่ตัว?ก็โดยศึกษาเรื่องความไม่มีตัว กาย และ ใจ เป็นธรรมชาติ ที่รู้จักคิด รู้สึกพูด และทำอะไรได้ โดยไม่ต้องมีผี หรือ เจตภูต เข้าสิง ดังนั้น ต้องทำทุกสิ่ง ให้ถูกต้องตามกฏของธรรมชาติ ตามที่เราจะต้องการผลอย่างไร ถ้ายังโง่อยู่ ยังเห็นว่ามีตัว ก็อย่าเห็นแก่ตัว เพราะมันจะกัดเอา ด้วยความโลภ โกรธ หลง ซึ่งมีลักษณะ เป็นไฟ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อรับอารมณ์ใดๆ ไม่ให้ปรุงขึ้นมา เป็นความเห็นแก่ตัว
 
มีแต่สติปัญญา จัดการกับอารมณ์ นั้นๆ ตามที่ควร มีสัมมาทิฎฐิ เห็นชัดอยู่เสมอว่า ความเห็นแก่ตัว 

หรือ ยึดถือ กายและใจ หรือ ขันธ์ทั้งห้า ว่าเป็นตัวนั้นเป็นเหตุแห่งความรู้สึก เป็นทุกข์ หรือ เป็นตัวทุกข์เสียเอง 

ปราศจากความยึดถือ นี้แล้ว ความทุกข์เกิดไม่ได้ชีวิตจะเป็นของร้อน ไม่ได้

สัมมาทิฎฐิสูงสุดนั้นเป็นอย่างไร? เป็นความรู้จักสิ่งทั้งปวงว่า เป็นสิ่งปรุงแต่ง มีมาจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งและจะปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้นคือ กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือความไม่เที่ยง ซึ่งเรียกว่า อนิจจัง เพราะต้องเป็นไปกับด้วยสิ่งที่อนิจจัง หรือ เปลี่ยนเรื่อยก็เกิดอาการที่เป็นทุกข์ทนยาก หรือ ที่เรียกว่า ทุกขัง เพราะไม่มีอะไรต้านทาน ได้ต่อสิ่งที่ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ จึงเรียกว่า ไม่มีตน หรือ ไม่ใช่ตน หรือ อนัตตา การที่เป็นไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ เรียกว่า ธัมมัฎฐิตตา คือ ความที่เราต้องเป็นไปเช่นนี้ เป็นธรรมดา ทั้งนี้เป็นเพราะมีกฏของธรรมชาติบังคับอยู่ นี้เรียกว่า ธัมมนิยามตา  อาการที่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยอย่างนี้ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา เป็นกฏธรรมชาติ มีอำนาจเสมอ สิ่งที่เรียกกันว่า "พระเป็นเจ้า" 

การที่ไม่มีอะไร ต้านทาน กฏอิทัปปัจจยตา นี้เรียกว่า สุญญตา คือ ว่างจากตัวตน หรือ ว่างจากความหมาย แห่งตัวตน มีความจริงสูงสุด เรียกว่า ตถตา คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง  อย่างไม่ฟังเสียงใคร ใครจะฝืนให้เป็นไปตามใจตน มันก็กัดเอง  คือ เป็นทุกข์ ในที่สุดก็เกิดความรู้สึก ขั้นสุดท้ายว่า อตัมมยตา  ความที่ไม่อาจอาศัย หรือ เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้อีกต่อไป  ซึ่งเป็นความหมาย อย่างภาษาชาวบ้าน พูดว่า "กูไม่เอากะมึงอีกต่อไปแล้ว" 
สลัดออกไปเสีย ก็คือ การบรรลุมรรคผล ธัมมฐิติญาณ  รู้ความจริงของสังขาร สุดลงที่ อตัมมยตา 

ต่อจากนั้น ก็เป็นกลุ่ม นิพพานญาณ เป็นฝ่ายโลกุตตระ เริ่มต้นแห่งความเย็น หรือ ความหมายของนิพพาน ปฏิทินธรรมะมี QR code สามารถโหลดฟังเสียงอ่านของผมและท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ให้ฟังด้วยนะครับ หาซื้อได้แล้วตามร้านหนังสือทั่วไปครับ