ไม่พลิกโผ ผิดคาด หักปากกาเซียน เฉกเช่นเมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งที่ผ่านมา

สำหรับ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อช่วงกลางสัปดาห์

เพราะผลการเลือกตั้งซึ่งแม้จะนับคะแนนไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ตัวเลขก็บ่งชี้ได้ว่า “พรรคเดโมแครต” ซึ่งเปรียบได้กับ “พรรคฝ่ายค้าน” ของสหรัฐฯ ในยุคนี้ จะได้รับชัยชนะ เป็นเสียงส่วนใหญ่ค่อนข้างแน่ใน “สภาผู้แทนราษฎร” หรือ “สภาล่าง” คือ “ส.ส. นั่นเอง ส่วน “พรรครีพับลิกัน” ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เพราะประธานาธิบดีในยุคนี้ คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สังกัดพรรครีพับลิกัน ยังคงครองเสียงข้างมากใน “วุฒิสภา” หรือ “สภาซีเนต” คือ “สภาสูง” หรือ “ส.ว.” อยู่ต่อไป อันเป็นไปตามการคาดการณ์ ตลอดจนการสำรวจความคิดเห็นประชาชน หรือการจัดทำโพลล์ของบรรดาสำนักต่างๆ กันก่อนหน้า

ประชาชนชาวสหรัฐฯ ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหาแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ว่ากันตามตัวลข ณ ปัจจุบันที่ยังนับกันไม่แล้วเสร็จ ปรากฏว่า ในสังเวียนสัประยุทธ์ของ “สภาผู้แทนราษฎร” ทาง “พรรคเดโมแครต” ได้ไปแล้ว 222 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกัน ได้ 199 ที่นั่ง ซึ่งพรรคเดโมแครต ต้องการได้ ส.ส. 236 ที่นั่ง เพื่อให้ได้เสียงข้างมากอย่างแท้จริงในสภาล่าง ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 435 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม หากว่ากันถึงตัวเลขของ ส.ส.ในสมัยที่แล้ว ปรากฏว่า แม้พรรครีพับลิกัน จะพ่ายแพ้ต่อพรรคเดโมแครต แต่จำนวนที่นั่ง ส.ส.ก็มากกว่า พรรคเดโมแครต ที่ได้จำนวนเพียง 193 ที่นั่ง เท่านั้น

ชาวสหรัฐฯ ต่อแถวเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งบริเวณคูหาที่จัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา

ส่วนการชิงชัยในสมรภูมิของ สภาซีเนต หรือ ส.ว. ปรากฏว่า พรรครีพับลิกัน ยังคงครองเสียงข้างมากเอาไว้ได้เช่นเดิม ที่จำนวน ส.ว. 51 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 100 ที่นั่ง ส่วนพรรคเดโมแครต ในขณะนี้ได้ไป 45 ที่นั่ง

ทั้งนี้ จากตัวเลขผลการเลือกตั้งสภาล่างที่ออกมา ก็ถือว่า เป็นชัยชนะของพลพรรคเดโมแครตครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ช่วงสมัยระหว่างปี 2009 – 2011 (พ.ศ. 2552 – 2554) กันเลยทีเดียว (การดำรงตำแหน่ง ส.ส.สหรัฐฯ มีวาระ 2 ปี)

ผลการเลือกตั้งที่ออกมา นอกจากพรรคเดโมแครต สามารถทวงคืนความยิ่งใหญ่ในสภาล่างของสภาคองเกรส คือ รัฐสภาสหรัฐฯ บนแคปิตอลฮิลล์มาได้แล้ว ปรากฏว่า มีพลพรรคของเดโมแครต ที่เป็นสตรีมุสลิมอีก 2 คน ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงการเมืองของสหรัฐฯ ได้อีกเช่นกัน เมื่อปรากฏว่า “นางอิลฮาน โอมาร์” สตรีอพยพชาวโซมาเลีย ได้เป็น ส.ส.ในรัฐมินนิโซตา เช่นเดียวกับ นางราชิดา ตอลิบ นักสังคมสงเคราะห์ชาวปาเลสไตน์อพยพ ก็คว้าเก้าอี้ ส.ส.เมืองดีทรอยต์มาครองได้อย่างภาคภูมิ

โดยผลการเลือกตั้งที่ปรากฎข้างต้น ก็ต้องถือว่า สวนกระแสความเกลียดและกลัวต่อมุสลิมในหมู่อเมริกันชนกันเลยทีเดียว ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับทรรศนะของชาวสหรัฐฯ ที่มีต่อมุสลิมล่าสุด ปรากฏว่า เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ด้วยกัน อันเป็นผลพวงจากปรากฏารณ์ของขบวนการก่อการร้ายจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง หรือหัวสุดโต่งกลุ่มต่างๆ เขย่าสหรัฐฯ รวมไปถึงทั้งโลกในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.กันแล้ว ก็ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอีกจำนวน 39 รัฐ อีกต่างหาก ซึ่งมีรายงานผลการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้ใหม่ทางการเมืองเช่นกันว่า ได้ผู้ว่าการัฐที่เปิดตัวอย่างโจ้งแจ้งในช่วงการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งว่า ว่าตัวเขาเป็น “เกย์” หรือ “ชายรักชาย” เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ นั่นคือ นายจาเร็ด โปลิส วัย 43 ปี สังกัดพรรคเดโมแครต คว้าตำแหน่ง “ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด” ไปครอง

นางอิลฮาน โอมาร์ (คนกลาง) สตรีมุสลิมชาวโซมาเลียอพยพที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.พรรคเดโมแครต รัฐมินนิโซตา

ส่วนบรรยากาศของประชาชนชาวสหรัฐฯ ผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่มีขึ้นนั้น ก็ต้องบอกว่า เป็นไปอย่างคึกคัก จากการผู้มีสิทธิ์ฯ เดินทางตบเท้าเข้าคูหามากมายเป็นประวัติการณ์ ยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ โดยในบางเขตพื้นที่เลือกตั้ง เช่น ภายใน “มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา” หรือที่เรียกกันสั้นว่า “แอซู (ASU : Arizona State University) ผู้คนต่อแถวเพื่อใช้สิทธิ์ยาวเหยียดราวกับเป็นงูเลื้อยกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตว่า อเมริกันชนคนรุ่นใหม่แห่กันเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก

ก็มีคำถามในหมู่ผู้ไปใช้สิทธิ์ฯ เช่นกันว่า มีเหตุจูงใจอะไรในการเลือกตั้งว่า จะกาบัตรให้แก่ผู้สมัครจากพรรคใดๆ กันอย่างไร?

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หนึ่งในแรงจูงใจที่สำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

ได้ความว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน” ถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งเลยทีเดียว โดยความเห็นนี้มีผู้เห็นด้วยถึงร้อยละ 64 อย่างไรก็ตาม ในจำนวนกลุ่มตัวอย่างปรากฏว่า ร้อยละ 40 ตอบไม่เห็นด้วย และยังระบุด้วยว่า การเลือกตั้งกลางเทอมที่มีขึ้นไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เป็นเสมือนการลงประชามติชี้วัดถึงความพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจต่อรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์

นางราชิดา ตอลิบ สตรีมุสลิมชาวปาเลสไตน์อพยพ ว่าที่ ส.ส.ใหม่แห่งเมืองดีทรอยต์

ทว่า ในการสำรวจความคิดเห็น แม้กลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อย คือ ราว 2 ใน 3 เห็นว่า แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีขึ้น เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งก็ตาม แต่ก็มีหลายประการด้วยกัน ที่พวกเขาเห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์ กำลัง “เดินผิดทาง” เช่น นโยบายเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ และการจัดการเกี่ยวกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย

บรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา ก็ชี้ได้ว่า การบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ นับต้งแต่ปี 2019 (พ.ศ.2562) เป็นต้นไปจนหมดสมัยอีก 2 ปีที่เหลือ ไม่น่าจะราบรื่น หรือสะดวกดายในการที่ผ่านร่างกฎหมายอะไรง่ายๆ เหมือนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

นายจาเร็ด โปลิส แห่งพรรคเดโมแครต ผู้ประกาศตัวว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ คว้าตำแหน่งผู้ว่าการรัฐโคโลราโด ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

ใช่แต่เรื่องการบริหารเท่านั้น แม้กระทั่งเรื่อง “ส่วนตัว” ของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็มีแนวโน้มว่า จะถุกหยิบยกขุดคุ้ยเพื่อนำไปสู่การสอบสวนมากขึ้น ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์ล้วนต่างชี้ว่า น่าจะทำให้ประธานาธิบดีจอมสร้างสีสันรายนี้ ต้องหนาวๆ ร้อนๆ ไปไม่น้อยเหมือนกัน สำหรับการทวงคืนสู่สภาล่างของพลพรรคเดโมแครตในรอบ 8 ปีหนนี้