ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

เช้าชื่นในอำเภอสุไหงปาดี อากาศเย็นสบาย มองไปไกลๆ เบื้องทิศใต้และทิศตะวันตก เห็นเทือกเขาสูงใหญ่ที่เรียกกันว่า “ทิวเขาสุไหงปาดี” ต้นกำเนิดของ “น้ำตกฉัตรวาริน” วางตัวอยู่โดดเด่นเต็มไปด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่ม

ทิวเขานี้จะทอดยาวจากอำเภอสุไหงปาดีไปจรดอำเภอสุไหงโก-ลก มีระดับความสูงถึง 1,800 ฟุต นับเป็นเทือกเขาสูงที่สุดในจังหวัดนราธิวาส ด้วยความสมบูรณ์ชุ่มชื้น ทำให้ปกติมักจะมีกระไอหมอกหมู่เมฆห่มคลุมจนทำให้อากาศหนาวเย็นกระจายตัวมาถึงในตัวอำเภอสุไหงปาดีและพื้นที่โดยรอบ

บรรยากาศยามเช้ามืดบริเวณถนนฉัตรวาริน นอกจากอากาศจะเย็นสบายแล้ว ผู้คนมากหน้าหลายตามักเดินกันขวักไขว่เพื่อหาซื้อของกินของใช้ประจำวัน สักพักหนึ่ง จะมีแถวพระเดินบิณฑบาตผ่านมา พระสงฆ์มี 2 ชุด จากวัดโคกตา และวัดโบราณสถิตย์ พี่น้องพุทธ หรือไทยเชื้อสายจีน พากันตักบาตร เสร็จแล้วจึงค่อยๆ คุกเข่าพนมมือนิ่งเพื่อรับพร เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก่อนที่แถวพระสงฆ์จะเดินลับหายไปตามถนนที่ทอดยาวตัดกันหลายเส้นทาง โดยมีฉากหลังเป็นภาพพ่อค้าแม่ขายหรือพี่น้องมุสลิมบางคนทอดสายตามองตาม ก่อนจะกลับมาทำภารกิจต่อ หรือพูดคุยกับพี่น้องพุทธหรือคนไทยเชื้อสายจีนที่เพิ่งเสร็จจากการตักบาตร

มุมหนึ่งของบ้านเรือนไม้รายเรียง ผู้คนทั้งพุทธ จีน และมุสลิม ยืนมุงรอบโต๊ะเมาะจิขายข้าว เธอขายสารพัดอาหารกว่าสิบปีมาแล้ว เมนูอาหารในหม้อและถาด แต่ละอย่างล้วนรสชาติดี โดยเฉพาะแกงไก่รสเข้มข้นแบบมลายู หอมกลิ่นเครื่องเทศ รวมถึงขนมพื้นถิ่นแปลกตา ริมฟุตบาทฝั่งตรงกันข้ามหน้าตลาดสุไหงปาดี พ่อค้าแม่ขายต่างนำโต๊ะ รถเข็น มาวางรายเรียง ขนมจีน ก๋วยจั๊บ ข้าวเหนียวไก่ ปาท่องโก๋ ไก่กอและ ผลไม้ตามฤดูกาล ที่วางพื้นก็เป็นพืชผักพื้นบ้าน ทั้งผักกูด ยอดฟักทอง ถั่วไทร สะตอฝักงาม ฯลฯ

เหล่านี้อาจเป็น “ภาพจำ” ของคนสุไหงปาดี หรือผู้มีโอกาสได้มาสัมผัสอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน เป็นวิถีที่ดำรงต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่หลายคนพอจำความได้ และยังคงดำรงวิถีเช่นนี้ เพียงแต่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเมนูอาหารตามความชอบแต่ละวัน ขณะอีกหลายคนเติบโตแยกย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ก็จะหวนคืนถิ่นเกิด มาสัมผัสซึมซับบรรยากาศของความทรงจำวัยเยาว์

บางทีบางครั้ง เมื่อได้ลิ้มรสอาหารที่หาซื้อมา นอกจากสัมผัสรสชาติแสนอร่อยถูกปากแล้ว เหมือนอดีตได้หวนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง – ในปัจจุบัน

สุไหงปาดี มีฐานะเป็น 1 ใน 13 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส มีเนื้อที่ 239,147 ไร่ ที่ตั้งห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 50 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเหมาะสำหรับการเพาะปลูก นั่นจึงเป็นที่มาของคำที่ผู้เขียนมักเรียกขานอำเภอที่เคยดั้นด้นเดินทางจากถิ่นเกิด “ดุซงญอ” อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส มาเล่าเรียนศึกษาในชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี ว่า “ทุ่งธารแห่งทุ่งทอง”

เนื่องเพราะในภาษามลายู คำว่า “สุไหง” แปลว่า คลอง หรือ แม่น้ำ และ “ปาดี” แปลว่า ข้าวเปลือก เมื่อนำ 2 คำนี้มารวมกันจึงหมายความถึง “คลองข้าวเปลือก” ทั้งน้ำและข้าวเปลือกที่เป็นประหนึ่งสายธารหล่อเลี้ยงความเป็นชุมชนสุไหงปาดีให้หยั่งรากเติบโต ด้วยในอดีตพื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งคลองที่ไหลผ่านอำเภอสุไหงปาดี ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ นับเป็นหัวใจสำคัญของชุมชน
ครานั้น เมื่อข้าวที่ปลูกเปลี่ยนจากเขียวเป็นทุ่งรวงทอง ชาวบ้านจะลงนาอาบแดด ใช้เคียวเก็บเกี่ยวข้าวทีละรวงมัดรวมกัน ก่อนจะนำข้าวเปลือกล่องเรือตามสายน้ำลำคลอง เพื่อไปขายให้กับท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งอาจหมายรวมถึงผู้คนในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพราะแต่เดิมสุไหงปาดีมีอาณาเขตกว้างขวาง มีพื้นที่ติดต่อกับรัฐกลันตันเลยทีเดียว ทว่าเมื่อมีการแยก ตำบลสุไหงโก-ลก ตำบลปุโยะ ตำบลปาเสมัส และ ตำบลมูโนะ ไปรวมกันเพื่อจัดตั้งเป็น อำเภอสุไหงโก-ลก มีผลให้อำเภอสุไหงปาดีมีพื้นที่เล็กลงด้วย และพื้นที่ตั้งปัจจุบันจึงไม่ติดกับประเทศมาเลเซียอีก
ทุกวันนี้ อำเภอสุไหงปาดี แบ่งการปกครองเป็น 6 ตำบล 50 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลปะลุรู ตำบลสุไหงปาดี ตำบลโต๊ะเดง ตำบลริโก๋ ตำบลกาวะ ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม รองลงมา คือ ชาวไทยพุทธ และชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งจะอยู่อาศัยกันหนาแน่นในเขตเทศบาล ส่วนพื้นที่โดยรอบ ต่างมีลักษณะเด่นของพื้นที่แตกต่างกันไป ทั้งวิถีผู้คนและความอุดมของทรัพยากรธรรมชาติ

ไม่ว่ากาลเวลาจะผันผานไปเนิ่นนานเพียงใด แม้ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นใด แต่สำหรับ “สุไหงปาดี” แล้ว เชื่อมั่นว่าทุกวันนี้สถานที่ซึ่งเป็น “ถิ่นเก่าบ้านเกิด” ยังคงเป็นธารหล่อเลี้ยงความฝัน ความสัมพันธ์ และความทรงจำ ของผู้คนมากมาย

โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันดีฉันท์พี่น้องของคนต่างศาสนา ซึ่งต่างร้อยรัดเติบโตมาด้วยกันใน “ทุ่งธารแห่งทุ่งทอง” ที่สมบูรณ์พูนสุขเป็นยิ่ง ดังเห็นได้จากการมีการจัดตั้งกลุ่มพบปะกันอย่างเหนียวแน่นตลอดหลายปีมาแล้วในนาม “ชมรมชาวอำเภอสุไหงปาดี นราธิวาส” เช่นเดียวกับกลุ่มคนพื้นที่ชายแดนใต้กลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มชาวดุซงญอ สมาคมชาวนราธิวาส สมาคมชาวปัตตานี สมาคมชาวยะลา ฯลฯ รวมถึง สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยงานสังสรรค์ใหญ่ของชาวสุไหงปาดีในปี 2561 ชื่อ “ย้อนอดีต สานปัจจุบัน มองอนาคต...” จะจัดกันปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ณ สมาคมไหหนำแห่งประเทศไทย ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ สมาชิกแต่ละคนแต่ละกลุ่มซึ่งมีทั้งพุทธ มุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน ต่างก็มีความผูกพันกันอยู่ เป็นทั้งสมาชิกควบหรือร่วมกิจกรรมร่วมประชุมกันบ่อยๆ เช่นล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ นายภาณุ อุทัยรัตน์ นายกสมาคมชาวปัตตานี ได้เป็นประธานและเชิญ สมาคมชาวยะลา สมาคมชาวนราธิวาส พร้อมกรรมการบริหารสมาคมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ หารือแนวทางร่วมทำโครงการกิจกรรมเพื่อท้องถิ่นจังหวัดชายแดนใต้ โดยมี ดร.สมบัติ พงษพิพัฒน์ นายกสมาคมชาวยะลา นายพิมพ์ปฏิภาณ พึ่งธรรมจิตต์ นายกสมาคมชาวนราธิวาส และกรรมการเข้าร่วมการประชุมประมาณ 20 คน ณ โรงแรมรอยัลรัตนโกสิทร์ เขตพระะนคร กรุงเทพฯ

ปรากฏว่าที่ประชุมได้สรุปสาระสำคัญๆ หลายเรื่องที่จะผนึกมือกันร่วมดำเนินการเพื่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนั่นนับเป็นเรื่องดี ในฐานะที่ทุกคนล้วนมีความทรงจำที่ดีใน “ถิ่นเก่าบ้านเกิด” และต่างยังคงโหยหาความรักความสันติสุขเช่นที่ตนเองได้เคยสัมผัสมาเนิ่นนานหลายปีในความทรงจำอันแสนสุข