รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็คงไม่ผิดนัก เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ได้ออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองกันทั่วหน้า โดยกิจกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อสังคมอย่างไร? ข้อเขียนนี้น่าจะสะท้อนผลกระทบ โดยเฉพาะความคิดเห็นของประชาชนได้ในอีกหนึ่งมิติ

โดยทั่วไป “ความเคลื่อนไหวทางการเมือง” เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางสังคมในด้านการเมือง ซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีเป้าหมายในการผลักดันแนวคิดทางการเมืองให้กับประชาชนในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาจมีผลกระทบกับบุคคล หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเอกชนหรือประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นไปใน 2 ลักษณะ คือทางที่ดีและไม่ดี

ข่าวสารทางการเมือง ณ วันนี้ มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้นำพรรคต่างๆ ที่ออกมาให้เห็น ซึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนั้น น่าจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์...ความรู้สึกของประชาชนไม่น้อย ดังนั้น เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามข่าวการเมือง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,117 คน ในประเด็น ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี ข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ วันนี้ สรุปได้ ดังนี้

กรณีเดินคารวะแผ่นดิน ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นกิจกรรมของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรค นำคณะผู้จัดตั้งพรรค ปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน” เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของพรรคด้วยการสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งประเด็นที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุด ร้อยละ 42.83 คือ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สามารถทำได้ หลายฝ่ายจับตามอง รองลงมา ได้แก่ ต้องการลงพื้นที่เพื่อเช็คกระแส ดูการตอบรับของประชาชน ร้อยละ38.30 และเดินสายหาเสียง ขอคะแนนเสียงจากประชาชน ร้อยละ30.38

ขณะที่ กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ขู่ร้อง กกต.ยุบพรรคที่มีคนในรัฐบาลเข้าร่วมและประกาศจุดยืนพร้อมรวมกับทุกพรรคที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุด ร้อยละ45.56 คือ ขอให้ทุกฝ่ายทำตามกฎหมาย เน้นความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รองลงมา ได้แก่ ประกาศจุดยืน หาแนวร่วม เรียกร้องสิทธิ ร้อยละ35.24 และเป็นเกมการเมือง สร้างกระแส ต้องการพื้นที่ข่าว ร้อยละ29.23

ส่วน กรณี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกวิพาก์วิจารณ์ว่า “กรรมการบริหารไม่ใช่ตัวจริง หรือไม่มีอำนาจในการบริหารพรรคที่แท้จริง” ซึ่งประเด็นที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุด ร้อยละ44.34 คือ เป็นไปตามมติพรรค ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ รองลงมา ได้แก่ ขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รอดูผลงานในฐานะหัวหน้าพรรคต่อไป ร้อยละ34.63 และอยากให้พรรคเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ร้อยละ34.63

การชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 3 คน ได้แก่ หมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค หมายเลข 2 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส. พิษณุโลก และหมายเลข 3 นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ซึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีขึ้นตามระเบียบวาระของพรรคทุก 4 ปี แต่การลงคะแนนในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง จากเดิมที่ใช้การประชุมใหญ่มีคนลงคะแนนประมาณ 500 คน เปลี่ยนเป็นให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศลงคะแนนผ่านแอปพลิเคชัน

ประเด็นที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุด ร้อยละ47.23 คือ เปิดโอกาสให้สมาชิกได้แข่งขันอย่างยุติธรรม รองลงมา ได้แก่ แสดงถึงความขัดแย้ง การบริหารพรรคน่าจะมีปัญหา ร้อยละ33.73 และเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค ไม่เคยมีมาก่อน น่าสนใจ ร้อยละ30.12

กรณีสุดท้ายที่ไม่คาดไม่พูดถึงนั้น คือ เพลงแร็ป “ประเทศกูมี” ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหว จากภาคประชาชนในการแต่งเพลงแร็ป เพื่อเล่าเรื่องความเป็นไปของสังคมไทย แต่มีเนื้อหาที่เสียดสีสังคมการเมือง เช่น เสือดำ บ้านพักตุลากรบนดอย คอรัปชั่น นาฬิกา การเลือกตั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค ฯลฯ ประเด็นที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุด ร้อยละ60.45 คือ ทำให้คนบางกลุ่มหาประโยชน์จากกรณีนี้ ใช้เป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมือง รองลงมา ได้แก่ ขอให้ทุกคนคำนึงถึงส่วนรวม รับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ไม่ทะเลาะกัน ร้อยละ35.66 และเป็นเพลงสะท้อนสังคม แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดและมุมมอง ร้อยละ20.75

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือ ความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งคงก็ต้องยอมรับว่าแม้การเคลื่อนไหวทางการเมือง จะทำให้เกิดสีสัน กระแส และเป็นการสร้างจุดสนใจให้แก่การเมืองไทยก็ตาม แต่ถ้าเคลื่อนไหวจนเกินพอดี จนดูคล้ายเป็นการสร้างความปั่นป่วนทางการเมือง...ปลุกปั่นให้สังคมเกิดความแตกแยกแล้ว
ก็คงต้องพูดตรงว่า สุดท้ายความเคลื่อนไหวทางการเมือง คงเป็นพียงแค่ภาพสะท้อนของ “ความน้ำเน่าเดิมเดิมทางการเมืองไทย” อีกจนได้...คิดแบบนี้ก็อดถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ได้ จริงจริง!!