สถาพร ศรีสัจจัง

         
“เมล็ดเล็กๆมีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน” เป็นชื่อหนังสือรวมกวีนิพนธ์ร้อยแก้วชุดสุดท้ายของ “วีระศักดิ์  ยอดระบำ” แห่งบ้านไร่กลางป่าริมแม่น้ำเงา ตรงช่วงรอยต่อระหว่างอำเภอท่าสองยางของเมืองตาก กับอำเภอสบเมย เมืองในหมอกแห่งแม่ฮ่องสอน
           
ที่กล่าวว่าเป็น “ชุดสุดท้าย” เพราะจากข่าวคราวหลายทางบอกว่า กวี-วีระศักดิ์  ยอดระบำ “เสียชีวิตด้วยอาการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุหนามตำเท้าจนลุกลาม บาดแผลติดเชื้อ (เมื่อ)วันที่ 12 มีนาคม 2561 ในหมู่บ้านกูแปทะ เขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ร่างฝังไว้ใต้ต้นไม้แดงอายุ 100 ปี ริมฝั่งแม่น้ำเงา...รวมอายุ 64 ปี”
             
สุวิชานนท์  รัตนพิมล คีตกวีและนักเขียน ผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือรวมบทกวีเล่มสำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของช่วงต้นรัชกาลที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เล่มนี้ เขียนบอกไว้ใน “คำนำ” ตอนหนึ่งว่า :
             
“จักจั่นหน้าร้อนดังลั่น ขณะผมเดินผ่านประตู บ้านไม้หลังนั้นตั้งอยู่บนไหล่เขาสูง มองเห็นแม่น้ำเงาไหลผ่านตีโค้งเป็นรูปครึ่งวงแหวน ลมร้อนพัดใบไผ่ซาซ่ากราวๆรอบๆบ้าน ...ภายในบ้านกลับเย็นสบายให้รู้สึกได้ทันที
             
 ผมมาถึงบ้านของกวีอีกครั้งหนึ่ง มองไปทางไหนเห็นบทกวีเขียนด้วยลายมือดินสอแปะไว้บนฝาผนังบ้าน อยู่กันเป็นกลุ่มบ้าง แผ่นเดียวบ้าง สองแผ่นสามแผ่นก็มี บางแผ่นมีรอนดินเปื้อน รอยขีดข่วน บางแผ่นตัวอักษรเลือนจางจนต้องเทียบเคียงกับคำอื่นที่อยู่หน้าหลัง บางแผ่นมีรอยฉีกหายไปเป็นเสี้ยว
               
บ้านทั้งหลังมีเด็กๆ๖คน คงมีมือหนึ่งซนเผลอไปเด็ดคำบางคำออกไป
               
ผมมาตามหารังบทกวีพี่ยอด วีระศักดิ์  ยอดระยำ ก่อนหน้านั้น มีน้องคนหนึ่งถ่ายภาพเก็บไว้ในกล้องดิจิทัล ผมรับเอาไว้และเริ่มต้นพิมพ์ออกมาทีละตัวๆ ทีละเรื่อง...ใช้เวลาเป็นเดือนเลยทีเดียว
                 
ผมเข้าไปอีกครั้ง ทั้งเพื่อเทียบเคียงความถูกต้องชัดเจน แบะมองหาบทกวีที่ยังตกหล่น
               
 ..........................................
               
 บทกวีบางชิ้นแปะอยูเหนือจอบ ขวาน บางบทอยู่ร่วมกีบด้ามเสียมพิงทับไว้ บางบททาบโค้งไปกับพื้นผิวเสาไม้กลม...บางบทอยู่เหนือกระสอบข้าวเปลือก บางบทอยู่ กล้คมเลื่อยไม้ บางบทอยู่ข้าเตาไฟ ราวกับบทกวีผิงไฟ
                 
ราวกับเมล็ดบทกวีตกหล่นลงสู่ผืนดินไร่ แล้วถูกเก็บไปแขวนไว้ตามผนังบ้าน...”
              
ท่อนท้ายของหนังสือ ตั้งแต่หน้า 179 – 182  เป็นประวัติชีวิตอย่างสั้นของวีระศักดิ์ ยอดระบำ เผื่อมีใครที่ไม่เคยทราบ จึงขอสรุปไว้ให้สั้นลงไปอีกไว้ในที่นี้อีกครั้ง
               
วีระศักดิ์  ยอดระบำ เกิดแถบเทือกเขาหลวง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่สำคัญคือเป็นเชื้อสายหลานเหลนของศิลปินใหญ่ของภาคใต้คือ “โนรา มดริ้น ยอดระบำ” สุดยอดโนราชั้นครูเมื่อครั้งรัชสมัยรัชกาลที่ 5 (ตระกูลนี้สัมพันธ์อย่างไรกับ โนราหีด  บุณหนูกลับ “คุณตา” แท้ๆของ กนกพงศ์  สงสมพันธ์ “นักเขียนหนุ่ม” และนักเขียนซีไรท์ผู้ล่วงลับ ผู้เป็นอดีตนายโรงโนราของคณะท่านขุนอุปถัมภ์นรากร ครูใหญ่โนราแห่งเมืองพัทลุง ผู้สนใจหาอ่านรายละเอียดได้ใน “คำนำสำนักพิมพ์” ของหนังสือเล่มนี้) จบมัธยมปลายจากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชแล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลาออกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เพื่อเดินทางลงสู่ชนบทภาคเหนือ แถบอำเภอแม่ลาน้อย-ขุนยวม แม่ฮ่องสอน ทำ “โรงเรียน” สอนหนังสือเด็กๆชนเผ่าริมฝั่งสาละวิน หลังเหตุการณ์ “6 ตุลาฯ 2519” เข้าร่วม “งานปฏิวัติ” กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แล้วคืนเมืองมาตั้งหลักทำงานพัฒนาและงานเขียนอยู่ที่เมืองลำพูนช่วงหนึ่ง ก่อนจะย่างก้าวสู่เส้นทาง “ธรรมชาติ” ปฏิบัติธรรมและเขียนบทกวีด้วย การลงแรงเพาะหว่านเมล็ดพันธ์โดยใช้แรงงานแท้จริงของตน ไม่ “ฆ่า” และบริโภคเนื้อสัตว์ อยู่ในไร่ริมแม่น้ำเงาช่วงเขตต่อแดนสบเมย ท่าสองยาง ตราบกระทั่งเสียชีวิต
               
ฟังว่าหนังสือรวมกวีนิพนธ์เล่มๆเล็กๆบางๆชื่อ “นกเถื่อนเท่านั้นที่รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิยังจะมา” ที่ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ “สู่ฝัน” ของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์คนล่าสุด พิบูลย์ศักดิ์  ละครพล เมื่อ พ.ศ. 2530 ของเขา ได้รับเลือกให้เป็น “1 ใน 90 เล่มหนังสือกวีนิพนธ์ดีเด่นแห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 9” ด้วย
                
และฟังจากปาก “นักอ่านตัวจริง” หลายปาก บอกว่า “เมล็ดเล็กๆมีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน” เล่มนี้แหละ ที่เป็นเหมือน “ภาคสมบูรณ์” ของหนังสือเล่มดังกล่าว!!!