พลันที่มีผลบังคับใช้ ก็ไม่ผิดอะไรกับเติมเชื้อไฟ แบบราดน้ำมันลงบนกองไฟ ให้ลุกโชนช่วงโชติกาลกันไปเลยทีเดียว

สำหรับ มาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน ทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยทางการสำหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน หรือช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยมาตรการทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรต่ออิหร่านข้างต้น มีผลต่อสินค้า และทรัพย์สินต่างๆ ของอิหร่าน ได้แก่

การซื้อ หรือการได้มาซึ่งธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรัฐบาลอิหร่าน

การค้าทองคำ และโลหะมีค่าอื่นๆของอิหร่าน

สินค้าประเภทสินแร่ อย่าง แกรไฟต์อะลูมิเนียม เหล็ก ถ่านหิน พ่วงด้วย"ซอฟต์แวร์" ที่ใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

การติดต่อซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเรียลอิหร่าน (Iranian rial currency)

กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกตราสารหนี้ หรือพันธบัตรของรัฐบาลอิหร่าน

ภาคอุตสาหกรรมยานยนตร์ของอิหร่าน

การติดต่อซื้อขายระหว่างสถาบันการเงินต่างประเทศกับธนาคารกลางอิหร่าน

การประกอบการด้านการท่าเรือ การขนส่งทางเรือ การผลิตเรือของอิหร่าน

แต่ที่นับว่าส่อเค้าจะเป็น “ปัญหาใหญ่” ที่ต่อเนื่องตามมาก็เห็นจะเป็น การคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน การซื้อขายน้ำมันปิโตรเลียมของอิหร่าน ซึ่งน้ำมันปิโตรเลียมที่ว่า ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก สร้างรายได้เอย่างมหาศาล และเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอิหร่านอีกต่างหากด้วย

ก็สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธาแก่อิหร่าน ซึ่งนอกจากประชาชนพลเมืองชาวเปอร์เชียแล้ว ก็ยังมีทางการเตหะราน รัฐบาลผู้ปกครองอิหร่าน ก็ออกอาการ “ควันออกหู”

โดยในส่วนของประชาชีชาวอิหร่าน ก็ได้ออกมาสำแดงพลังต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรข้างต้น ด้วยการเดินขบวนประท้วงและประณามต่อสหรัฐฯ ไปตามท้องถนนในเมืองใหญ่น้อย รวมถึงในกรุงเตหะราน

เช่นเดียวกับรัฐบาลอิหร่าน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ที่ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน ระดมสมองหามาตรการรับมือต่อการคว่ำบาตรข้างต้น

ส่วนที่ถือว่า สำแดงพลังการตอบโต้ต่อมาตรคว่ำบาตรครั้งนี้ยิ่งกว่าผู้ใดในแดนเปอร์เชีย ก็เห็นจะเป็นรายของ “อะยาตุลเลาะฮ์ อาหมัด อาลาโมลโฮดา” หนึ่งในคณะผู้ทางศาสนามุสลิมนิกายชีอะฮ์และการเมืองในอิหร่านได้ออกมาประกาศกร้าวว่า จะทำลายซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี และอิสราเอล ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้สิ้นซากด้วยกองทัพขีปนาวุธของอิหร่าน ภายใน 60 -90 นาที หรือราว 1 – 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น

เบื้องต้นมีรายงานด้วยว่า กองทัพอิหร่านได้ฝึกซ้อมยิงขีปนาวุธแบบชนิดข่มขวัญกันอยู่ในที เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้เช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐฯ ข้างต้น ถึงแม้ได้ชื่อว่า รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มีผ่อนปรนกันอยู่ในที โดยยังผ่อนผันให้อิหร่านส่งออกน้ำมันไปยัง 8 ประเทศได้ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อิตาลี กรีซ และตุรกี เป็นระยะเวลา 180 วัน ในปริมาณที่ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเป็นศูนย์

ทางด้าน บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยเฉพาะการซื้อขายส่งออกน้ำมันของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ หนนี้ อาจจะไม่ง่ายเฉกเช่นการคว่ำบาตรหนก่อน เพราะทางการอิหร่าน จะมีการตอบโต้ทั้งด้วยวิธีการทูตบนเวทีองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงการได้รับความช่วยเหลือจากบรรดามิตรประเทศของอิหร่าน

โดยเบื้องต้นก็มีรายงานแล้วว่า ทางการเตหะราน โดยนายโกลามาลี คอชโรว์ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ก็ได้หนังสือถึงนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติแล้ว เพื่อคัดค้านต่อมาตรการคว่ำบาตรข้างต้น และขอให้ทางยูเอ็น มีมติให้สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายจากการออกมาตรคว่ำบาตรดังกล่าวแก่อิหร่าน

หนังสือของทางการอิหร่านยังระบุด้วยว่า การกระทำของสหรัฐฯ ยังถือว่า ละเมิดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงขาดความรับผิดชอบ

นอกจากการใช้เวทีองค์การระหว่างประเทศแล้ว อิหร่านก็ตอบโต้ผ่านทางเหล่าชาติพันธมิตร เช่น ตุรกี ซึ่งปรากฎว่า ทางการอังการา ได้ออกมาเตือนต่อรัฐบาลวอชิงตันว่า ทำให้สถานการณ์มีความเสี่ยงอันตรายไม่บันเบา จากการออกมาตรการคว่ำบาตรข้างต้น แต่ที่ถือว่า น่าจับตายิ่งกว่าชาติใดก็เห็นจะเป็น “รัสเซีย” พันธมิตรที่กล่าวกันว่า ใกล้ชิดต่ออิหร่านที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ ที่เหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ ในอันทึ่จะทำให้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ไม่เวิร์ก หรืออาจทำให้ “บาตร” ที่กำลังคว่ำอยู่นั้น ต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ กันทีเดียว ในฐานะที่จะเป็นชาติผู้มาช้อนซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน แบบไม่กลัวเกรงว่า จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรตามคำขู่ว่าจะแซงก์ชันต่อประเทศที่ฝืนมาตรการฯ ไปรับซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เพราะในเวลานี้ รัสเซียเองก็เผชิญหน้ากับมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยในประเด็นดังกล่าว ทางการวอชิงตันก็เกรงกริ่งไม่น้อยอยู่เหมือนกัน สำหรับความล้มเหลวในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านหนนี้