อดีต ส.ส.ตรัง ออกโรง“ชี้” ปัญหาราคายางพาราถึงจุดวิกฤติ เสนอรัฐบาลนำทัพเจรจา 7 ประเทศปลูกยาง เผย เคยรวมกลุ่ม สส.ใต้ยื่นหนังสือเสนอ “บิ๊กตู่” แต่ไม่ได้รับการตอบรับ มองการงานของการยาง(กยท.) ทำตัวกิกก๊อก

ที่จังหวัดตรัง วันที่ 7 ตุลาคม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพาราในขณะนี้ว่า ชาวสวนยางพารากำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างมาก จนถึงขณะนี้ราคาตกต่ำลงเหลือ 3 กิโล100 บาทแล้ว ถือว่าวิกฤตสุดๆ ราคายางอยู่ที่ กก.ละ 33-34 บาทเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลนี้ทำให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว จริงๆแล้วตนได้เคยยื่นข้อเสนอแนะและให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไม่เคยที่จะว่ากล่าวรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ให้ข้อเสนอแนะแต่รัฐบาลไม่เคยให้การตอบรับเลย และปฎิบัติตามในหลายเรื่อง ซึ่งวิกฤตในขณะนี้จะทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่ตนคิดออกในขณะนี้ก็คือ ความร่วมมือระหว่างชาติผู้ผลิตยางพารา เพราะว่ามันไม่ใช่ 3 ชาติเหมือนในอดีต มีไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่วันนี้ เวียตนาม กัมพูชา ลาว พม่า ก็ปลูกยางพารา นับดูก็ 7 ชาติแล้ว

นายแพทย์สุกิจ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยในฐานะหัวหน้ากลุ่มที่ส่งออกยางพารามากที่สุด ควรที่จะเป็นตัวตั้งตัวตี โดยเฉพาะรัฐบาลควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะไปจับมือกับประเทศเหล่านี้ และไปต่อรองกับบริษัทค้ายาง เพราะว่าบริษัทค้ายางยักษ์ใหญ่จะพูดเสมอ ไม่สบายใจเลยที่ต้องมาซื้อยางที่เกษตรกรเดือดร้อน หรือเกษตรอยู่ไม่ได้ แต่เราไม่ฉวยโอกาสนี้ ตนจึงขอเสนอแนะว่า สิ่งแรกที่จะทำให้ราคายางมากขึ้น ต้องเจรจา คนเราพูดคุยกันได้อยู่แล้วด้วยเหตุด้วย

“ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้สิ่งหนึ่งเกิดจาก ดีมาน-ซัพพลาย แม้ว่าปีนี้ดูสถิติผลผลิตยางกับการใช้ยางของโลกพอๆกัน แต่ว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาผลผลิตมากล้นตลาดโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่ง ปัญหาอีกอย่างกลไกราคา โดยเฉพาะจีนมีการเปลี่ยนวิธีการซื้อขายใหม่ แทนที่จะให้บริษัทเล็กๆต่างคนต่างมาซื้อกับผู้ขายของเรา แต่ขณะนี้จีนมีการรวมศูนย์ให้บรษัทของรัฐบาลมาซื้อยางเป็นล็อตๆใหญ่ และนำไปขายต่อให้กับบริษัทในจีน จึงมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ยางพาราเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ซึงผู้ซื้อน้อยกว่าผู้ขาย เพราะฉะนั้นผู้ซื้อเป็นผู้ตั้งราคา” นายแพทย์สุกิจ กล่าว

นายแพทย์สุกิจ กล่าวอีกว่า ตนเองได้มีการเสนอผ่านสื่อหลายครั้ง ซึ่งรัฐบาลต้องรับรู้ข่าวอยู่แล้ว และยังเคยรวมกลุ่ม อดีต สส.พรรคประชาธปัตย์ ภาคใต้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาล ผ่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรซึ่งเป็นคนที่ดูแลเรื่องยางพารา 2 ครั้ง และยื่นให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลขณะนั้นท่านกำลังติดเต้นแอร์โรบิกอยู่ โดยมี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมารับหนังสือ แต่ก็ลอยไปตามลม

“โดยเฉพาะผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีมุมมองแบบข้าราชการเกินไป จริงๆแล้วตอนนี้อะไรที่ทำได้ต้องทำทุกอย่าง ผมเป็นคนเดียวที่เสนอให้ กยท.ตั้งบริษัทฯ เพราะว่าตามมาตรา 11 พรบ.การยาแห่งประเทศไทย เป็นอำนาจหน้าที่ของ กยท.ที่จะตั้งบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราได้ครบวงจร ไม่อยากมองว่า กยท.ทำตัวกิกก๊อก ต้องทำตัวให้ยิ่งใหญ่เพราะว่าช่วงที่จะมีการผ่านร่างกฎหมายหวังให้ กยท.เป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่เหนือองค์กรใดเกี่ยวกับยางทั้งโลก เพราะไทนส่งออกยางเป็นอันดับ 1ของโลก ไม่ใช่มาทำตัวกิกก๊อกแบบนี้ ซึ่งไม่มีประโยชน์ บริษัทฯเล็กๆจะสู้บริษัทฯเอกชนยักษ์ใหญ่ได้อย่างไร ถ้า กยท.ตั้งบริษัทฯขึ้นมาก็จะสามารถถ่วงดุลด้านราคาได้ ถามว่าราคายางในขณะนี้ใครเป็นผู้กำหนด คนที่ซื้อยางก็บอกว่ามาจากโรงงาน ถ้าถามโรงงานๆก็บอกว่ามาจากราคาอ้างอิงตลาดล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ ที่ญี่ปุ่นๆ ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีตัวตน แต่คนที่ตั้งในประเทศมีตัวตน เพราะฉะนั้นถ้า กยท.มีองค์กรที่เข้มแข็งมารับซื้อยางแข่ง ตนไม่ได้หวังให้มีการผูกขาด แต่ให้มาแข่งอย่างเสรี ซึ่ง กยท.ลงมาแข่งชนิดไม่เอากำไรมากๆแบบช่วยเหลือเกษตรกรอาจจะทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น กก.ละ 4-5 บาทได้สบายๆ” นายแพทย์สุกิจ กล่าว