มีผลบังคับใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับ มาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยทางการสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน คือ ช่วงต้นสัปดาห์นี้ ภายหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จรดปากกาลงนามใน “คำสั่งพิเศษของฝ่ายบริหาร” หรือ “คำสั่งประธานาธิบดี” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โชว์คำสั่งพิเศษประธานาธิบดี ที่เขาลงนามอนุมัติให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เพื่อลงโทษที่รัฐบาลเตหะราน ยังคงดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์อยู่

วัตถุประสงค์การเพื่อลงดาบ ทำโทษต่อทางการเตหะราน จากกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่า อิหร่านละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้ใน “แผนปฏิบัติเบ็ดเสร็จร่วม” หรือ “เจซีพีไอเอ” ที่ทางการอิหร่าน ทำความตกลงไว้กับ อีก 5 ชาติ ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ รัสเซีย และจีน ผนวด้วย เยอรมนี อีกหนึ่ง จนหลายคนเรียกว่า “พี5บวก1 (P5+1)” ในการแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน ที่ได้บรรลุข้อตกลงกันไปเมื่อปี 2558 ซึ่งการบรรลุกันไปในครั้งนั้น ปรากฏว่า มีทาง “สหภาพยุโรป” หรือ “อียู” ที่กลัวจะขบวนรถไฟด้านพลังงานน้ำมัน ที่อิหร่านมีอยู่อย่างมากมาย และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ก็เลยมาร่วมวงไพบูลย์ในข้อตกลงดังกล่าวด้วย ก่อนที่ฝ่ายต่างๆ จะบรรลุข้อตกลงไม่นานนัก

กิจการอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ก่อนการบังคับใช้จะมีผลไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่า ในอิหร่าน ทั้งในกรุงเตหะราาน เมืองหลวง และตามเมืองต่างๆ แห่งแดนเปอร์เชีย ปรากฏว่า ได้มีมหกรรมการเดินขบวนของประชาชนชาวอิหร่าน ซึ่งหะแรกเริ่มเดิมที ก็เป็นการเดินขบวนเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบเหตุการณ์ “วิกฤติตัวประกันอิหร่าน” ที่ในอิหร่านถือเป็นอีเวนต์ที่จัดทำขึ้นทุกปี โดยในปีนี้มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ครบปีที่ 39 ที่เกิดวิกฤตการณ์ ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นเหตุการณ์ช็อกโลกวิกฤติหนึ่งในครั้งกระนั้นกันเลยทีเดียว จากการที่กลุ่มนักศึกษาอิหร่านที่เคร่งศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ บุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะราน ในประเทศอิหร่าน ก่อนจับเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯ จำนวน 52 คน เป็นตัวประกันไว้นานถึง 444 วันด้วยกัน ในระหว่างการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน เมื่อปี 2522 (ค.ศ. 1979)

ก็ทำให้การเดินขบวนเพื่อรำลึกถึงเหตุวิกฤติตัวประกันข้างต้น ทางประชาชาวอิหร่าน เลยถือโอกาสเป็นการเดินขบวนประท้วงและประณามต่อสหรัฐฯ จากกรณีที่มาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน มีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น คือ วันจันทร์ที่ 5พฤศจิกายนนี้ไปตัวเสร็จสรรพ

การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงของกลุ่มชาติพี5บวก1 เพื่อแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ เมื่อปี 2558

กล่าวถึงมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชันทางเศรษฐกิจ ที่หวนกลับมาบังคับใช้ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ต่ออิหร่านครั้งนี้ ก็ถือเป็น “ดาบสอง” ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์ หมายลงดาบเพื่อทำโทษในกิจการพลังงานน้ำมันของอิหร่าน

ภายหลังจากได้มีการลงดาบในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ของอิหร่านกันไปก่อนหน้า ได้แก่

มาตรการทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรต่ออิหร่านข้างต้น จะมีผลต่อสินค้า และทรัพย์สินใดๆ บ้างนั้น ได้แก่

การซื้อ หรือการได้มาซึ่งธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรัฐบาลอิหร่าน

ตัวแทนของบรรดาชาติต่างๆ ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม หรือเจซีพีโอเอ แก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน

การค้าทองคำ และโลหะมีค่าอื่นๆของอิหร่าน

สินค้าประเภทสินแร่ อย่าง แกรไฟต์อะลูมิเนียม เหล็ก ถ่านหิน พ่วงด้วย"ซอฟต์แวร์" ที่ใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

การติดต่อซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเรียลอิหร่าน (Iranian rial currency)

กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกตราสารหนี้ หรือพันธบัตรของรัฐบาลอิหร่าน

ภาคอุตสาหกรรมยานยนตร์ของอิหร่าน

ประชาชนชาวอิหร่าน ถือโอกาสการเดินขบวนรำลึกเหตุการณ์วิกฤติตัวประกันเมื่อ 39 ปีที่แล้ว เป็นการเดินขบวนประท้วงต่อสหรัฐฯ จากกรณีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อิหร่าน ที่มีผลบังคับใช้อีกวันถัดมา

โดยใน "ดาบที่สอง" ที่เพิ่งมีตามมาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้น นอกจากเรื่องการซื้อขายด้านพลังงาน อันได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม หนึ่งสินค้าส่งออกตัวทำเงินอย่างมหาศาลของอิหร่านแล้ว ก็ยังมีเรื่องการแซงกชัน ในกิจการเกี่ยวกับการประกอบการด้านการท่าเรือ การขนส่งทางเรือ การผลิตเรือของอิหร่าน

และการติดต่อซื้อขายระหว่างสถาบันการเงินต่างประเทศกับธนาคารกลางอิหร่าน

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี แห่งอิหร่าน ประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรุงเตหะราน เพื่อรับมือกับมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชันจากสหรัฐฯ

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยว่า มาตรการคว่ำบาตรที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมานั้น ทางรัฐบาลของเขา มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านแต่ประการใด เพียงต้องการกดดันให้ทางการอิหร่าน เปลี่ยนนโยบายเรื่องการขีปนาวุธพิสัยไกล และเลิกให้การสนับสนุนต่อกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อว่ากันในส่วนของพลังงานน้ำมัน ปรากฏว่า ทางการสหรัฐฯ ได้ผ่อนผัน เพื่อบรรเทาของผลลัพธ์ที่อาจส่งผลเลวร้ายตามมา นั่นคือ ทางรัฐบาลวอชิงตันได้ผ่อนปรน ระงับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรซื้อขายน้ำมันจากอิหร่านให้แก่ 8 ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน โดยจะให้บรรดา 8 ประเทศ เหล่านี้ ยังจะสามารถนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านได้ แต่ให้ทะยอยลดปริมาณนำเข้าลงจนเหลือเป็น “ศูนย์” ในอีก 180 วันข้างหน้า นับตั้งแต่มาตรการคว่ำบาตรมีผลบังคับใช้

เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ที่ส่งออกน้ำมันไปยังบรรดาประเทศลูกค้าต่างๆ

ทั้งนี้ แม้ว่าทางรัฐบาลหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยรายชื่อ 8 ประเทศ ที่ได้รับการยกเว้นอย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายก็คาดการณ์ว่า น่าจะได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตุรกี และมีอิรักรวมอยู่ด้วย

ท่ามกลางการจับต้องจ้องมองของบรรดานักวิเคราะห์ตลาดพลังงาน ที่ปริวิตกถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจทะยาพุ่งสูงขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของโลกโดยส่วนรวม ที่อาจแผลงฤทธิ์พ่นพิษ หากการแซงก์ชันบังคับใช้ 8 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นในช่วงนี้ มีผลห้ามซื้อขายน้ำมันกับอิหร่นอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในราวกลางปีหน้า