สมบัติ ภู่กาญจน์

“ จะเขียนหนังสือให้มีคนติดตามอ่าน จะต้องระลึกเสมอว่า โลกนี้มิได้มีแต่เพียงด้านเดียว ”

นี่เป็นคำสอนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ‘อาจารย์ของผม’ ผู้นอกจากจะสอนผมด้วยวาจา –อันมีทั้งสอนตรงๆ สอนอ้อมๆ ผ่านการดุ/ว่า/กล่าว/ตลอดไปจนถึงด่า ยามที่ลูกศิษย์โง่เง่าเกินกว่าที่คิดไว้บ้างในบางกรณี – แล้ว

อาจารย์ของผม ยัง‘ลงมือทำ’ให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่เสมอ และทำผ่านงานเขียนมายาวนานกว่าค่อนชีวิต เพื่อพยายามบอกคนอ่านว่า โลกนี้มิได้มีแต่เพียงด้านเดียว มุมเดียว หรือความเห็นเดียวตลอดไป เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากเขียนหนังสือให้คนส่วนใหญ่(ซึ่งไม่ใช่แฟนคลับประเภทกลุ่มเดียวสาวกเดียว)ติดตามอ่านกันต่อไปได้เรื่อยๆ แล้ว ผู้เขียนต้องไม่ยึดติด ว่าจะต้องเสนอแต่ความเห็นหรือความคิดด้านใดด้านเดียวเสมอไป

“ จะมองการเมือง ก็ต้องไม่ลืมว่า การเมืองมันต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ มนุษย์ที่มีความแตกต่างสารพัดอย่างให้เห็น มนุษย์ซึ่งพร้อมที่จะเห็นพ้องต้องกัน หรือเห็นแย้งแตกต่างกันได้ตลอด ถ้าความชอบหรือความไม่ชอบจะเกิดเหมือนกันขึ้นมา ขณะที่อีกมิติหนึ่ง มนุษย์ก็มีความเหมือนกันทางธรรมชาติไม่แตกต่างกันอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพศเผ่าพันธุ์หรือภาษาใด เพราะฉะนั้นการมองโลกให้ครบทุกด้าน จะทำให้เกิดความเข้าใจในชีวิต เมื่อเข้าใจในชีวิตก็จะทำให้เข้าใจในความต้องการหรือไม่ต้องการของมนุษย์มากขึ้น ซึ่งความเข้าใจอย่างนี้ อาจนำไปใช้กับงานเขียนให้คนติดตามงานของเราต่อไปได้เรื่อยๆอย่างไม่เบื่อ ........ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ปุบปับหรือทันทีทันใด..... มันจะต้องมีการฝึก ฝึก ฝึก และฝึก ให้มากๆ ถ้ายังทำไม่ได้หรือนึกไม่ออก ก็กลับไปอ่านงานที่ผมทำมาแล้ว และก็ฝึกอีก ต่อไปและต่อไป ”

นี่คือ คำสอนที่ผมเคยได้รับจากปากของอาจารย์คึกฤทธิ์ ซึ่งผมเองก็รับได้แต่คำสอน มากกว่าที่จะได้รับผลจากคำสอน เพราะความไม่ขยันในการฝึกของผมเอง ทุกวันนี้ผมจึงนึกถึงได้แต่ ผลงานทั้งหลายที่อาจารย์ของผมเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมา

ดังเช่น ตัวอย่างจาก งานเขียนประจำวันชิ้นนี้

หลังจากที่ตอบปัญหาการเมืองมาสารพัดคำถาม ซึ่งมีทั้งถามแรง ถามเบา ถามวิชาการ ถามเล่น ถามแหย่ ถามด่า มาพักใหญ่แล้ว วันหนึ่งคำถามนี้ก็ถูกเลือกขึ้นมาตอบ เมื่อผู้อ่านท่านหนึ่งซึ่งใช้นามว่า “หญิงไทย” เขียนปัญหา 5 ข้อ มาถามคึกฤทธิ์ และต้องการที่จะได้รับคำตอบ ด้วยคำถามดังต่อไปนี้

1. ความรักคืออะไร?

2. ความรักที่แท้จริง มีหรือไม่? กรุณาให้ความสว่างด้วย

3. ทำไมผู้ชายชอบมีภรรยามาก

4. หม่อมมีภรรยากี่คน?

5. ตามความรู้สึกและแนวคิดของหม่อม มีความเห็นอย่างไรในชายประเภทนี้ ( จบคำถาม ผู้ถามลงนามว่า “หญิงไทย” )

ท่านผู้อ่านคิดว่า คำถามเหล่านี้ ‘ไร้สาระ’หรือเปล่าครับ? และคำถามนี้ ‘ล้าสมัย’เกินไปหรือเปล่า? หรือหากว่าท่านถูกตั้งคำถามนี้ ท่านจะตอบว่าอย่างไร?

ด้วยความเชื่อที่ว่า โลกนี้มิได้มีความสำคัญแต่เพียงด้านใดด้านเดียว ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การเมือง ธุรกิจ ราชการ รัฐบาล เอ็นจีโอ หรือไม่ว่า กูจะมีหรือกูไม่มี แต่โลกทุกด้านมีมนุษย์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอยู่เสมอ มนุษย์ที่ยังมีธรรมชาติบางอย่างสอดคล้องต้องกันอยู่ มนุษย์ที่ผมเชื่อว่า หลายคนยังอยากรู้อยากเห็น ในเรื่องราวเหล่านี้ ถ้าหากว่าจะมีใครพูดถึงขึ้นมา

คึกฤทธิ์ ปราโมช นำปัญหานี้มา ‘สื่อสารต่อมวลชน’ สลับฉากกับปัญหาการเมืองปัญหาวิชาการที่ตอบต่อเนื่องกันมานานหลายวัน แล้วก็ตีพิมพ์ลงในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันฉบับประจำวันที่ 19 มกราคม 2494

ทุกคำตอบของอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังน่าฟังน่าคิด และน่าติดตามว่าคำตอบของท่านจะตรงกับของเราหรือไม่เพียงใด?!

แต่เพื่อให้การอ่าน ได้ความต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผมขอนุญาตนำคำตอบของอาจารย์คึกฤทธิ์ไปเสนอในข้อเขียนตอนหน้า โดยจะขอใช้เนื้อที่ที่เหลือนี้ ฝากข้อคิดแด่ท่านผู้อ่านว่า

ทุกวันนี้ มีเสียงบ่นว่า “คนอ่านหนังสือกันน้อยลง” ซึ่งหลายคนพยายามหาคำตอบ และหลายคนก็เชื่อว่าเทคโนโลยีสื่อสารแบบใหม่ มีส่วนในการทำให้การอ่านหนังสือลดลงไป ผมเป็นคนหนึ่งที่พยายามคิดหาสาเหตุ พิจารณาอย่างกว้างๆ ผมค่อนข้างยอมรับว่าข้อสันนิษฐานนี้อาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงคำสอนของอาจารย์คึกฤทธิ์เรื่อง การมองโลกให้กว้างจะทำให้การเขียนหนังสือให้คนติดตามอ่านได้ไม่เบื่อ ผมจึงอยากฝากข้อคิด เรื่อง ความสามารถในการเขียนเรื่องให้คนส่วนใหญ่ติดตามอ่านได้เรื่อยๆ นี้เอาไว้ด้วย

ถ้าหากนักเขียนทั้งหลายจะพยายามใช้ความสามารถนี้ให้มากขึ้น การอ่านของคนทั่วไป อาจจะเพิ่มขึ้นได้ไหม?

ขอฝากข้อคิด เพื่อการพิจารณา แก่ผู้ที่รักการเขียน-การอ่านไว้คิดเล่นๆ ก่อนที่จะไปอ่านคำตอบปัญหาห้าข้อว่าคึกฤทธิ์จะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร ในสัปดาห์หน้าครับ