ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

ผลการประเมินผลของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ประจำปี 2560-2561 ได้ผลสรุปออกมาตามยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 เรื่อง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามากบ้างน้อยบ้าง ทั้งเป็นไปตามเป้าหมายของตัวชี้วัดและต่ำกว่าตัวชี้วัด ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาจุดอ่อนในปีต่อไป

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปแล้ว ซึ่งมีแผนปฏิบัติการในช่วง 5 ปีเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ไปจนถึงฉบับที่ 15 จะครบตามเป้าหมาย หากแผนพัฒนาฉบับต่างๆไม่ถูกบิดเบี้ยวเหมือนในอดีตที่ฝ่ายการเมืองมักจะเอาแผนของตัวเองเข้าไปแทรกแซงจนแผนแต่ละฉบับขาดวิ่น ประเมินผลได้เพียง 60% ของเป้าหมาย แถมยังไม่พัฒนาต่อยอดเข้าไปอีก ที่ผ่านมาประเทศไทยจึงหยุดอยู่กับที่และยังต้องปล่อยให้เป็นภาระของรัฐบาล คสช. ต้องมาปฏิสังขรณ์กันขนานใหญ่

ตัวเลขที่ได้จากการประเมินผลของปี 60-61 เป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมมีอุปสรรคและรอยต่อของการปฏิบัติที่ยังขาดความเข้าใจและการบริหารจัดการในการบูรณาการที่ต้องค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันของกระทรวงต่างๆ เชื่อว่าผลของการประเมินปี 2561-2562 น่าจะต้องมีการพัฒนาเข้าสู่เป้าหมายได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลทุ่มเทงบประมาณในการแก้ปัญหาและพัฒนาไปตามยุทธศาสตร์ จัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ภาค-จังหวัด และกลุ่มจังหวัด ไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

โดยเฉพาะการลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดของรัฐบาล เพื่อรับฟังและดูของจริงเพื่อจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมตามยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมในมิติต่างๆ โดยเฉพาะเน้นแก้ปัญหาความยากจนและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนด้วยโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” เกิดผลกับหลายชุมชน เป็นต้นแบบของการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ ดังเช่น “กาฬสินธุ์โมเดล” หากสำเร็จน่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนากลุ่มจังหวัดเข้าสู่ความ “ยั่งยืน” ได้เป็นอย่างดี

จันทร์-อังคารที่ผ่านมา รัฐบาลขึ้นไปรับฟังความต้องการของการพัฒนา 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ซึ่งรัฐ-เอกชน ได้ชงงบยุทธศาสตร์การพัฒนาหมื่นกว่าล้านบาทให้รัฐบาลพิจารณา ล้วนแล้วแต่เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆทั้งสิ้น เชื่อว่ารัฐบาลจะนำกลับมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด นับว่าเป็นเรื่องที่จะกระจายงบประมาณให้กับทุกจังหวัดและทุกภาคของประเทศอย่างทัดเทียม เป็นการใช้ภาษีของประชาชน เพื่อประชาชน และส่งผลไปถึงชาติในอนาคต

ประเด็นที่น่าสนใจของการประเมินความเหลื่อมล้ำในสังคม จะพบว่าปี 60-61 มี 8 จังหวัดที่ยากจนต่อเนื่อง ไม่ค่อยจะกระเตื้องขึ้น อาจพูดได้ว่าเป็นความจนเรื้อรัง ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส แม่ฮ่องสอน กาฬสินธุ์ ตาก บุรีรัมย์ สระแก้ว พัทลุง รัฐบาลพึงโฟกัสมาที่ 8 จังหวัดนี้ให้มาก ไม่ว่าจะไปรับฟังความต้องการของกลุ่มจังหวัดเหล่านั้นหรือนำเอา “กาฬสินธ์โมเดล” ไปใช้กันอย่างจริงจังในอีก 7 จังหวัดให้เห็นผล แม้ว่าจะช้าก็ยังดีกว่าไม่เริ่มต้น เพื่อให้ความจนเรื้อรังหลุดพ้นจากจังหวัดเหล่านั้นให้คุณภาพชีวิตประชาชนสดใสขึ้น

โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลเน้นการพัฒนาอยู่แล้ว จะต้องเน้นในเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความยากจนให้ได้เพื่อส่งผลไปสู่ความมั่นคงของประเทศอีกทางหนึ่ง สภาพัฒน์ฯ คงมีบทวิเคราะห์และเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการด้วยปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์สภาพเศรษฐกิจและสังคมแต่ละกลุ่มจังหวัดจะแตกต่างกันออกไป

ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังก้าวสู่เวทีการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคใดคงประสงค์ให้เกิดความปรองดองระหว่างคนในชาติ จะต้องร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นมาด้วยความรักประเทศไทยของเขาเอง

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งหวังให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งจะต้องพัฒนาต่อเนื่อง จนท้ายสุดของแผนจะต้องยั่งยืนในมิติของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ยั่งยืน โดยยืนอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกับเพื่อนร่วมโลกได้ นั่นคือผลงานของรัฐบาลที่จะได้เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้