ได้ฤกษ์ เปิดคูหาให้กาบัตรฯ กันในวันนี้แล้ว

สำหรับ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ที่ได้เริ่มเปิดฉากขึ้นในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะถือเป็นธรรมเนียม หรือหลักการอะไรกันก็แล้วแต่ ในทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่กำหนดให้ประชาชนได้เลือกผู้แทนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นสภาบน คือ ส.ว. วุฒิสมาชิก หรือสมาชิกสภาซีเนต และสภาล่าง คือ ส.ส. เข้าสู่สภาคองเกรส คือ รัฐสภา ที่สถิตสถานบนเนิน "แคปิตอลฮิลล์" ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศ ภายหลังจากได้เลือกตั้งประธานาธิบดี ขึ้นไปบริหารประเทศไปแล้ว 2 ปี (ตามกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ละสมัยมีระยะเวลา 4 ปีด้วยกัน)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ไปช่วยรณรงค์หาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งของพรรครีพับลิกัน ที่เมืองโคลัมเบีย รัฐมิสซูรี

จะเรียกว่า เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกสมาชิกนิติบัญญัติ จากพรรคการเมืองฟากตรงข้ามรัฐบาล ขึ้นไปคาน หรือถ่วงดุลอำนาจ ต่อฝ่ายบริหาร หลังเลือกประธานาธิบดีขึ้นไปเป็นผู้นำฝ่ายบริหารไปแล้ว 2 ปี ก็ว่าได้ ชนิดที่ว่า หากฝ่ายบริหารชุดปัจจุบัน ทำงานไม่ดีจริง เสียงส่วนใหญ่ในฝ่ายนิติบัญญัติ อาจมีสิทธิ์เปลี่ยนมือไปเป็นอีกพรรคก็เป็นได้ ซึ่งสภาพบรรยากาศทางการเมืองและการบริหารประเทศของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างเช่นนี้มาแล้วหลายสมัย

ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้ โลกทั้งใบก็จะได้เห็นประชาชีชาวลุงแซมแดนสหรัฐฯ พากันตบเท้าเข้าคูหาไปกาบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ที่ทางการเตรียมการจัดไว้ให้ในรัฐต่างๆ เพื่อเลือก ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 435 ที่นั่ง และเลือก ส.ว. วุฒิสมาชิก หรือสมาชิกสภาซีเนต จำนวน 35 ที่นั่ง โดยว่ากันตามของเดิม ก็ปรากฏว่า "พรรครีพับลิกัน" ครองเสียงข้างมากของทั้งสองสภา ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่สมัยของ "บารัก โอบามา" ประธานาธิบดีคนที่แล้ว แห่งพรรคเดโมแครต และกำลังหมดวาระไปตามสมัยที่กำหนด

การต่อสู้ในศึกเลือกตั้งของสหรัฐฯ ระหว่างพรรครีพับลิกันที่มีสัญลักษณ์เป็นช้าง และพรรคเดโมแครต สัญลักษณ์เป็นลา

นอกจาก ส.ส. และ ส.ว. แล้ว ก็ยังมีเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐต่างๆ อีกจำนวน 39 รัฐ ด้วย ได้ประชันวันระเบิดศึกเลือกตั้งกลางเทอมหนนี้

แน่นอนว่า เมื่อว่าถึงการเมือง การเลือกตั้ง ในประเทศสหรัฐฯ แล้ว ก็ต้องเป็นการประชันโรมรันพันตูของบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งของสองพรรคใหญ่ นั่นคือ พรรคเดโมแครต กับพรรครีพับลิกัน ส่วนกลุ่มก้อนการเมืองอื่นๆ หรือผู้สมัครอิสระทั้งหลาย ก็บอกได้เลยว่า "แทบจะหมดสิทธิ์แจ้งเกิด" ต้องมาเข้าเป็นพลพรรค สมัครร่วมก๊วนเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองสองพรรคที่ว่านั้น จึงจะเรียกหา "ใบแจ้งเกิดทางการเมือง" ในสหรัฐฯ ได้

คูหากาบัตรเลือกตั้ง

ยกตัวอย่างกรณีของ "นายโดนัลด์ ทรัมป์" เป็นอุทาหรณ์ โดยแต่ก่อนร่อนชะไร นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้สมัครอิสระ ปรากฏว่า ตลอดทุกครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ได้ "แห้ว" กลับไปรับประทานทุกครั้งไป คือ พ่ายแพ้ให้แก่ผู้สมัครฯ ของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน มาโดยตลอด กระทั่งมาประสบความสำเร็จก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะ "ประธานาธิบดีสหรัฐฯ" สมใจ ก็ด้วยการมาเข้าเป็นพลพรรคของรีพับลิกัน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 หรือครั้งช็อกโลกที่ผ่านมา นั่นเอง

กล่าวถึงสถานการณ์ความได้เปรียบ เสียเปรียบ ของสองพรรคใหญ่ในการชิงชัยหนนี้ ปรากฏว่า ในการสำรวจความคิดเห็น หรือการทำโพลล์ ของบรรดาสำนักต่างๆ ล้วนชี้ไปในทางทิศเดียวกันว่า จะเสมือนเมื่อครั้งการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านๆ มา นั่นคือ พรรคตรงข้ามรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะคว้าชัย โดยเป็น "พรรคเดโมแครต" นั่นเอง ที่เหล่าผู้สมัครของพลพรรคจะได้รับชัยชนะคว้าเก้าอี้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.กันไปหลายที่นั่ง

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต พร้อมๆ กับการต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน

อย่างในการสำรวจโพลล์ของ "ยูกอฟ (YouGov)" หนึ่งในสำนักโพลล์ชื่อดังในสหรัฐฯ ระบุว่า พลพรรคเดโมแครต อาจได้ชัยในการเลือกตั้งกลางเทอมคิดเป็นร้อยละ 47 เหนือพรรครีพับลิกัน ที่ได้คะแนนผลการสำรวจไปด้วยร้อยละ 43

อย่างไรก็ตาม ตัวลเขที่ออกมา ทาง "ยูกอฟ" ก็ระบุว่า ตัวเลขยังถือว่าใกล้เคียงกันพอสมควร แม้ว่าทางพรรคเดโมแครต ดูมีภาษีได้เปรียบเหนือกว่า แต่ก็ใช่ว่า ทางพรรครีพับลิกัน จะไม่สามารถพลิกกลับมาชนะ ก็หาใช่ไม่

ทหารสหรัฐฯ ที่ถูกระดมกำลังไปรักษาการณ์ตามแนวชายแดนระว่างเม็กซิโก เพื่อป้องกันกลุ่มผู้อพยพเดินทางเข้าสหรัฐฯ

พร้อมกันนี้ ทางทีมงานของ "ยูกอฟ" ก็แสดงทรรศนะประกอบด้วยว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อคะแนนนิยมของบรรดาผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันไม่น้อยเหมือนกัน โดยในการสำรวจคะแนนนิยมครั้งล่าสุด ปรากฏว่า มีผู้ชื่นชอบในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีในอัตราร้อยละ 43 ซึ่งเท่ากับคะแนนนิยมของผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเมื่อว่าถึงคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์หนล่าสุดนั้น ก็ต้องนับว่าอยู่ในเกณฑ์ "สอบตก" อยู่เหมือนกันเพราะต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยประเด็นสำคัญที่ผลต่อประธานาธิบดีทรัมป์ อันเปรียบได้กับจ่าฝูงของรีพับลิกัน ก็มาจากเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายครั้งล่าสุดเป็นไปอย่างแข็งกร้าว คือ ถึงขั้นระดมกำลังทหารเข้าดูแลพรมแดนระหว่างเม็กซิโก ซึ่งดูจะขัดหูขัดตาต่อบรรดาพวกเสรีนิยมอยู่มิใช่น้อย อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ ก็มีนักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า อย่าเพิ่งดูแคลนประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะปฏิบัติการข้างต้น อาจเป็นที่ถูกอกถูกใจของพวกอนุรักษ์นิยม ที่ยืนเคียงพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนหาน้อยไม่ เพียงแต่ไม่ปรากฏเผยตัวออกมาผ่านการสำรวจโพลล์

ขณะที่ ในการสำรวจของ "ฮาร์วาร์ดโพลล์" ก็ยังชี้ด้วยว่า พรรคเดโมแครต ได้เปรียบเหนือกว่าพรรครีพับลิกัน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังมีขึ้น แถมมีตัวเลขทิ้งห่างมากกว่า "ยูกอฟโพลล์" ด้วยตัวเลขคะแนนนิยมของเดโมแครต ทะยานขึ้นไปถึงร้อยละ 54 เหนือกว่พรรครีพับลิกันที่ได้ร้อยละ 43 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับยูกอฟเปิดเผยออกมา

กลุ่มคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ รณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกลางเทอม 2018

ทั้งนี้ ในการสำรวจของ "ฮาร์วาร์ด" ยังระบุด้วยว่า บรรดาผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตาจ้องมองในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 - 29 ปี จำนวนร้อยละ 40 ตอบว่า จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่กำลังมีขึ้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าว นอกจากมากกว่าการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 4 ปีที่แล้ว คือ 2014 (พ.ศ. 2557) ที่มีจำนวนเพียงร้อยละ 19.9 เท่านั้น สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุช่วงนี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในผลคะแนนเลือกตั้งที่จะออกมาว่าชัยชนะจะไปอยู่ในฝ่ายใดได้เหมือนกัน