พระปรางค์องค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี องค์นี้ นับเป็นกรุสำคัญของพระเครื่องเมืองไทย โดย อาจารย์มนัส โอภากุล ได้เล่าว่า ... ลุงเจิม  อร่ามเรือง อาชีพพายเรือจ้างรับส่งคนโดยสารท่าวัดประตูสารกับถนนนางพิม เป็นผู้หนึ่งที่ได้ลงไปในกรุและให้ข้อมูลว่า นอกจากพระเครื่อง พระกำแพงศอกแล้ว ยังได้ลานทองจารึกอีก 20 – 30 แผ่น เก็บซุกซ่อนเอาไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่าลุงเจิมได้ลานทอง และพระกำแพงศอกมากมาย  ก็คอยตามจับลุงเจิมกันจ้าละหวั่น แกพยายามเคลื่อนย้ายสิ่งของเหล่านั้นไว้ในดงไม้ทึบ ตำรวจไม่สามารถค้นพบ ต่อมาลุงเจิมเห็นว่า ‘ลานทอง’  ที่ได้มาน่าจะนำเอามาหลอมเป็นทองคำแท่ง ได้หนักถึง 20 – 30 บาท แต่ลุงเจิมหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการทำลายหลักฐานสำคัญของชาติให้ย่อยยับไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการขุดกรุแล้ว  วันแรก ๆ ใช้แรงนักโทษไปขุดค้นเอาพระเครื่อง พระบูชามาเป็นจำนวนมาก เอาไปเก็บที่จวนผู้ว่าราชการเมืองเป็นเล่มเกวียน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เอาพระบูชาเข้ากรุงเทพฯ ไปหลายองค์ เหลืออยู่ที่สุพรรณบุรีก็มีบ้าง เช่นที่วัดประตูสาร เป็นพระพุทธรูป อู่ทอง 2 กับ อู่ทอง 3

 
ถึงแม้จีนไร่ผักจะได้แก้วแหวนเงินทองไปซึ่งคาดว่าคงได้ลานทองไปด้วย  และลุงเจิมได้ลานทองไปอีก 20 – 30 แผ่น ก็ยังอุตส่าห์พบลานทองอีกจนได้ ทั้งบนยอดนพศูลและภายในกรุ ต่อมาระยะหลังไม่ได้ใช้แรงงานนักโทษ  เพราะมีประชาชนอาสาไปขุด คณะกรรมการพิจารณาแล้วอนุญาตให้ลงไปได้สองคน คนทั้งสองได้ลานทอง 1 แผ่น คิดมิซื่อปรึกษาตกลงกันแบ่งกันคนละครึ่งซีก คนขึ้นมาก่อนชื่อนายเล็ก  ซุกซ่อนลานทองนั้นเป็นอย่างดี คณะกรรมการไม่สามารถตรวจค้นพบ นายเล็กรีบกลับบ้านแล้วลงเรือกลไฟเข้ากรุงเทพฯ พอคนที่สองขึ้นมาถูกกรมการค้นพบลานทองครึ่งซีก  จึงสอบถามได้ความว่าแบ่งครึ่งซีกกับนายเล็ก บ้านท่าเรือเมล์ คณะกรรมการจึงติดตามมายังบ้านท่าเรือเมล์ อันเป็นท่าเรือเดินระหว่างสุพรรณบุรีกับสถานีวัดงิ้วรายจังหวัดนครปฐม  พอมาถึงก็ทราบว่านายเล็กลงเรือไปแล้ว...

...เมื่อคณะกรรมการทราบข้อเท็จจริงดังนั้น  จึงรีบโทรเลขไปยังจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นที่ตั้งของมณฑลนครไชยศรี นายพจน์  (ไม่ทราบนามสกุล) เลขาธิการเทศาภิบาลนครปฐม รีบเดินทางมากักด่านที่สถานีรถไฟวัดงิ้วรายทำการตรวจค้นผู้โดยสารที่ขึ้นมาจากเรือ  พบลานทองครึ่งซีกอยู่กับนายเล็ก  จึงยึดเอาลานทองนั้นไว้พร้อมกับส่งตัวนายเล็กกลับมาจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อดำเนินคดีต่อไป จากการขุดกรุคราวนี้ได้ลานทอง 3 แผ่น และพระเครื่องพระบูชาเป็นเล่มเกวียน

พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี จัดส่งลานทองจำนวน 3แผ่น ไปให้กรมศิลปากร ในขณะนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ทรงแปลอักษรโบราณในแผ่นจารึกจากภาษามคธเป็นภาษาไทย แล้วส่งคำแปลลานทองนั้นกลับมาจังหวัดสุพรรณบุรี (ส่วนลานทองตัวจริงเข้าใจว่ากรมศิลปากรรักษาเอาไว้) ลุงเปล่ง สุพรรณโรจน์  ได้คัดสำเนาไว้ด้วยพิมพ์ดีดสมิทพรีเมียร์สมัยโน้น ตัวอักษรใหญ่ กว่าปัจจุบันเกือบ 2 เท่า ข้าพเจ้าขอถ่ายรูปมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ... ลานทองที่ลุงเปล่งคัดสำเนามาเป็นภาษาบาลีรวม 3 แผ่น บอกถึงปีสร้าง 2 แผ่น อีกแผ่นหนึ่งไม่บอก พ.ศ.สร้าง และแปลเป็นภาษาไทย 2 ฉบับ...”

ความสำคัญของจารึกลานทองที่พบ จะทำให้ทราบได้ว่า พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี สร้างขึ้นและบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยใด อันจะนำไปสู่ข้อสันนิษฐานถึงผู้สร้างตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในการจัดสร้างพระผงสุพรรณอันลือลั่นของจังหวัดสุพรรณบุรี จารึกลานทอง

          
 ต่อมาได้มีการพบหลักฐาน ‘สำเนาจารึกลานทอง’ ซึ่ง อาจารย์ช้อย วัดประยูรวงศาวาส คัดลอกมาจากสำเนาของ อาจารย์กลิ่น  วัดจักรวรรดิราชาวาส  ซึ่งใกล้เคียงกับสำเนาที่ นายมนัส  โอภากุล ได้ถ่ายทอดมาจาก นายเปล่ง สุพรรณโรจน์ อดีตจ่าเมืองสุพรรณบุรี หนึ่งในคณะกรรมการการขุดกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งมีหลักฐานว่า พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี จัดส่งลานทองที่ค้นพบ 3 แผ่น ไปให้กรมศิลปากร และ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ทรงแปลแล้วส่งคำแปลมายังสุพรรณบุรี ซึ่ง นายเปล่ง  สุพรรณโรจน์ ได้คัดสำเนาไว้ด้วยพิมพ์ดีดสมิทพรีเมียร์

          
เป็นที่น่าสังเกตว่า สำเนาคำอาราธนาและอุปเท่ห์ ตลอดจนชื่อฤๅษีที่ปรากฏนั้น มีเนื้อความคล้ายคลึงกับสำเนาจารึกลานเงินที่กล่าวถึงการสร้าง ‘พระกำแพงทุ่งเศรษฐี’ ซึ่ง อาจารย์ช้อย  วัดประยูรวงศาวาส  คัดมาจากสำเนา อาจารย์กลิ่น  วัดจักรวรรดิราชาวาส เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายมนัส  โอภากุล ยังได้สำเนาที่มีเนื้อความคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการสร้าง ‘พระผงสุพรรณ’ อีกด้วย  
         
 ในส่วนของ “ลานทอง” ระบุศักราชสองตอนแรกนั้น เป็นลักษณะของลานทองประเภทพระสุพรรณบัฏที่ประกาศสถาปนา  “เจ้ารัตนโมลีศรีไตรโลกย์” และ“พระมหาเถรปิยทัศศีศรีสารีบุตร์” ในโอกาสใดโอกาสหนึ่ง แล้วจึงจารึกพระนามลงบนแผ่นทองก่อนบรรจุกรุซึ่งชื่อ “พระมหาเถรปิยทัศศี ศรีสารีบุตร” ที่ปรากฏในลานจารึกลานทองตอนสองนั้น  ได้ปรากฏชื่อในสำเนาลานทองต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างพระผงสุพรรณด้วย

          
  สำหรับ “จารึกลานทองที่ระบุศักราช” ทั้งสองตอน กรมศิลปากรได้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ต่อมาได้นำออกมาอ่านและแปลความใหม่  โดย นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์  เป็นผู้อ่าน แปล และจำลองอักษร ตีพิมพ์ในหนังสือจารึกประเทศไทย เล่ม 5 ให้ชื่อว่า “จารึกรัตนโมลีศรีไตรโลกย์” ในการอ่าน –แปล ครั้งนี้ ระบุศักราชเป็น 1365 ต่างจากสำเนาลานทองฉบับ อาจารย์กลิ่น วัดจักรวรรดิราชาวาส  ที่ระบุศักราช 1265 อยู่ 100 ปีตัวเลขศักราชที่หายไปนั้น คณะกรรมการอ่านจารึกมีความเห็นว่า มหาศักราช 1269 ตามคำคิดอ่านเดิมไม่ตรงกับปีเถาะ แต่ถ้าเป็นมหาศักราช 1357 จะตรงกับปีเถาะ

            
“จารึกลานทอง” อีกแผ่นหนึ่ง ค้นพบบนยอดนพศูลองค์ประปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  เป็นจารึกไม่ระบุศักราช กล่าวถึงการสร้างและปฏิสังขรณ์องค์พระปรางค์  มีการอ่านและแปลโดย พระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส  ต่อมา นายฉ่ำ ทองคำวรรณ ผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณกรมศิลปากรได้แปลอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่ง ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ได้อ่านและแปลเพิ่มเติม กรมศิลปากร โดย นางคงเดช ประพัฒนทอง ได้อ่าน – แปล ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3 ระบุเป็นจารึกหลักที่ 47 ‘จารึกลานทองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ’ มาว่าเรื่อง จารึกพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี กันตอนต่อไปครับ

โดย รามวัชรปะดิษฐ์