เสือตัวที่ 6

นักการทหารชั้นนำในการดับไฟใต้ท่านหนึ่ง ซึ่งได้ผันตัวเองมาเป็นนักวิชาการด้านความมั่นคงอย่างเต็มตัว โดยแฉพาะบุคคลท่านนี้ มีความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการดับไฟใต้อย่างโชกโชนคนหนึ่ง ท่านผู้นี้ คือ พล.อ.ดร.ชินวัตร แม้นเดช ผู้ซึ่งเชื่อว่า ความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่ จชต. ของไทย มีสาเหตุใหญ่มาจากกระบวนการบ่มเพาะความคิดสุดโตต่งจากกลุ่มแกนนนำ และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางจิตวิทยาอย่างสูง ด้วยสามารถชักนำ กล่อมเกลาผู้คนทั้งหลายให้เชื่ออย่างที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของไทยต้องการ นักการทหารท่านนี้เห็นว่า โจทย์ของกระบวนการบ่มเพาะซึ่งเป็นต้นน้ำของปัญหาความรุนแรงใน จชต. มีประเด็นสำคัญดังนี้ 1. กระบวนการบ่มเพาะเกิดขึ้นในสังคมเชิงเดี่ยวจากครอบครัวไปสู่ตาดิกา รร.เอกชนสอนศาสนา ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนเชิงเดี่ยวเป็นการบ่มเพาะที่เชื่อมต่อจากฐานชุมชนสู่สถานศึกษา และ 2. กระบวนการบ่มเพาะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 มิติ กล่าวคือ มิติที่เป็นกระบวนการ (Process) และมิติที่เป็นชุดความคิดที่นำสู่ความคิดสุดโต่งของชาติพันธุ์ชาตินิยมและศาสนาหัวรุนแรง (Content)

นอกจากนั้น กระบวนการบ่มเพาะยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ 1. เกิดขึ้นโดยกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในชุมชนเชิงเดี่ยว (ซึ่งความคิดอาจไม่สุดโต่งและไม่นำสู่ความรุนแรงโดยตรง) เป็นฐานการขับเคลื่อนชาติพันธุ์ชาตินิยมมลายูปาตานีและอิสลามหัวรุนแรง จากชุมชนเข้าสู่ระบบของโรงเรียนเชิงเดี่ยวตั้งแต่ครอบครัวเชื่อมต่อตาดิกาและ รร.เอกชนสอนศาสนา 2. การบ่มเพาะที่เกิดจากนักปลุกระดมบ่มเพาะของ ผกร.ที่แอบแฝงตัวอยู่ในชุมชนและโรงเรียน (นำสู่ความคิดสุดโต่งและพฤติกรรมความรุนแรง)

โดย พล.อ.ชินวัตร ยังมีความเห็นอย่างเป็นตรรกะต่อไปว่า กรอบแนวคิดพื้นฐานของกระบวนการกำหนดการทำลายการบ่มเพาะของ ผกร. ดังนี้ 1. เชื่อว่ากระบวนการบ่มเพาะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อให้เป็นความจริงทั้งๆที่ความจริง ไม่ใช่สิ่งที่เขาเชื่อจึงเชื่อว่าชุดความคิดที่เกิดจากการบ่มเพาะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการนำชุดความคิดที่รองรับด้วย Logic ที่จริงกว่า 2. ทำลายกระบวนการบ่มเพาะ (Process) อย่างไร 3. ชุดความรู้ที่รองรับด้วย logic ที่จริงกว่า (Content) คืออะไรและกระบวนการที่จะนำชุดความรู้เหล่านั้นสู่การรับรู้ได้อย่างไร แน่นอนว่า ความเห็นของ พล.อ.ชินวัตร เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งความเห็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ที่นักความมั่นคงทั้งหลายของรัฐ ควรจะต้องให้ความสำคัญ และนำไปศึกษาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อให้กระบวนการดับไฟใต้ สามารถขับเคลื่อนไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้ทางความคิดเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐให้จงได้

ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับมาเลเซีย ได้มาจุดเปลี่ยนที่เอื้ออำนวยต่อไทยในการดับไฟใต้ที่คุกรุ่นมาอย่างยาวนาน ด้วยผู้นำสูงสุดของมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลและมีผลระดับยุทธศาสตร์ของบรรดาการเคลื่อนไหวของขบวนการทั้งหลายในพื้นที่รอยต่อระหว่างรัฐ การมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ของดร.มหาธีร์ โมฮาหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมภริยา เมื่อ 24 ต.ค.61 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นการมาเยือนประเทศพันธมิตรเป็นปกติทั่วไปตามธรรมเนียมทางการทูต ที่เมื่อมีการเปลี่ยนผ็นำประเทศแล้ว จะต้องมีการเดดินทางไปเยือนประเทศพันธมิตร ก็ตาม หากแต่การมาเยือนไทยของ ดร.มหาธีร์ ครั้งนี้ ได้นำพาความหวัง และความตั้งใจในการช่วยรรัฐไทยดับไฟใต้มาด้วยอย่างเต็มเปี่ยม

ด้วยหนึ่งในหัวข้อหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ คือ การเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ยืดเยื้อมาเกือบ 15 ปี และรัฐบาลมาเลเซียให้ความช่วยเหลือในฐานะ "ผู้อำนวยความสะดวก" กระบวนการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐมาตั้งแต่ปี 2555 ฉะนั้นการเดินทางเยือนไทยของผู้นำมาเลเซียครั้งนี้จึงถือว่าได้ส่งผลสำคัญต่อกระบวนการดับไฟใต้เป็นอย่างยิ่ง อันเป็นไปได้สูงที่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์ไฟใต้ได้เลยทีเดียว

หลายฝ่ายคาดหวังว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากตัวแทนขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้ และไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจาก ดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่ปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งทางการไทยเชื่อว่าเป็นผู้นำขบวนการบีอาร์เอ็นคนปัจจุบันว่าจะเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยด้วยหรือไม่ มีเพียงข่าวจากฝ่ายความมั่นคงที่อ้างว่า ผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยคนใหม่ เชิญ นายดูนเลาะ ซึ่งพำนักอยู่ในมาเลเซีย แม้ผู้นำ บีอาร์เอ็นคนนี้ จะไม่ได้มาร่วมพูดคุยในครั้วนั้นก็ตาม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มแกนนำขบวนการเห็นต่างจากรัฐไทย รวมทั้งกลุ่มคนหัวรุนแรงในพื้นที่ ได้ใช้พื้นที่ในดินแดนของมาเลเซีย เป็นที่พำนัก ซ่องสุม หลบหนี และเคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนแห่งนี้เสมอมา ซึ่งนัน หากผู้นำประเทศอย่าง ดร.มหาธีร์ เอาจริงเอาจัง ในการให้ความร่วมมือกับไทย โดยไม่ให้ขบวนการร้ายทั้งหลายใช้ดินแดนของมาเลเซียเคลื่อนไหวก่อเหตุใดๆ ได้แล้ว ก็เชื่อว่า บรรดาแกนนำและกลุ่มคนหัวรุนแรงในขบวนการทั้งหลาย ก็จะดำเนินการขับเคลื่อนการต่อสูกับรัฐไทยได้ยากลำบากมากขึ้น เฉกเช่นสมัยโจรจีนคอมมิวนิส์ใ นอดีตที่เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนรอยต่อของไทยกับมาเลเซีย ที่ต้องยอมจำนน วางอาวุธ กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ ทำให้ภัยคุกคามของมาเลเซียหมดสิ้นลง

สอดรับกับแนวคิดของนักฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ที่เห็นว่า การต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ทางความคิดเป็นสำคัญ จุดเลี่ยนจึงเป็นความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายสันติภาพด้วยการถักทอความเข้าใจในระดับ "บุคคล" และ "ชุมชน" อันเป็นหนทางของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระบวนการสันติภาพในระดับรัฐ แน่นอนว่า winning hearts and minds รวมไปถึงงานพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความกินดีอยู่ดีก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่กระบวนการระดับบุคคลและชุมชนไม่มีวันหยุด ต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง คู่ขนานกับการพูดคุยระหว่างกันอย่างเดอกและจริงใจต่อกัน อันเป็นแนวทางที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยฯคนใหม่ เสนอเรื่องการสื่อสารเชิงบวก และเปลี่ยน "สนามรบ" เป็น "สนามความร่วมมือ" ในลักษณะพหุวัฒนธรรม และเมือทุกอย่างสอดรับกันอย่างกลมกลืนดังที่กล่าวมานี้ ก็เชื่อว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดับไฟใต้ได้ในไม่ช้า