ทวี สุรฤทธิกุล

“โลกสวย” หรือ “โลกเศร้า” เกิดกับคนหนุ่มสาวได้ง่าย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาที่สถาปนาตนเองเป็น “ตำรวจโลก” ได้นำเสนอแนวคิด “ประชาธิปไตยภิวัฒน์” (Democratization) คือความพยายามที่จะให้ประเทศในโลกทั้งหลาย “สร้างความเป็นประชาธิปไตย” เพื่อต่อสู้กับแนวคิดของพวกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นหัวหอก ท่ามกลางภาวะสงครามเย็นหรือการต่อสู้ทางความคิดทางการเมือง เพื่อช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจของทั้งสองประเทศดังกล่าว กลุ่มคนที่ประเทศทั้งสองสนใจที่จะทำการ “ปลูกฝังความคิด” ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ซึ่งก็คือคนหนุ่มสาวที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ไป “เปิดหูเปิดตา” และ “ซึมซับ” เอา “สิ่งดีๆ” ที่ประเทศทั้งสองค่ายนี้มุ่งประกวดประชันกัน นั่นก็คือ “ความเจริญ” หรือที่เรียกในวิชารัฐศาสตร์ว่า “ความทันสมัย” ดังที่ประเทศตะวันตกได้เคยใช้ล่าอาณานิคมในสมัยก่อนนั่นเอง

ในกรณีของสหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเท “ความช่วยเหลือ” อย่างมหาศาลมาสู่ประเทศไทย อย่างในกรณีของการสร้างประชาธิปไตย สหรัฐก็ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยจำนวนมาก รวมถึงการให้ข้าราชการไทยไปศึกษาดูงาน เพื่อซึมซับเอาความทันสมัยของสหรัฐมาเผยแพร่แก่คนไทย และก็ประสบความสำเร็จค่อนข้างดี เพราะในช่วงต่อมาการเมืองของไทยที่เคยเป็นแบบอังกฤษก็มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะตำรับตำราและวิชาความรู้ด้านรัฐศาสตร์ทั้งหลายก็เป็นของอเมริกันเสียส่วนมาก รวมถึงผู้สอนที่ส่วนใหญ่ก็จบการศึกษามาจากสหรัฐ ที่เน้นการสอนในการวิพากษ์ระบอบเก่า แล้วพยายามสร้างให้เป็นอเมริกัน

เมื่อสี่สิบห้าปีที่แล้ว คนในกลุ่มอายุของผู้เขียนก็ได้ชื่อว่าเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น จำได้ว่าท่านอาจารย์ทั้งหลายที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ได้วิพากษ์วิจารณ์ความล้าหลังของระบอบการเมืองไทย โดยเฉพาะระบบราชการไทยและทหาร ทั้งนี้ได้เชื่อมโยงให้เห็นว่าที่ประชาธิปไทยของไทยไม่ก้าวหน้าก็เพราะความไม่เอาไหนของระบบราชการและการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร ที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์” พวกเราที่เป็นคนหนุ่มสาวในยุคนั้นก็ “ฮือฮา” คือตื่นตัวกันมากในการต่อต้านข้าราชการและทหาร อันนำมาซึ่งเหตูการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่าคนหนุ่มสาวในยุคนั้น “เห่อความเป็นประชาธิปไตย” เสียเหลือเกิน มีการใช้เสรีภาพกันจนเกินขอบเขต กระทั่งนำความวุ่นวายทางการเมืองและเกิดรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังหนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ โดยที่คนรุ่นใหม่ก็พยายามที่จะต่อสู้ในเรื่องนี้เรื่อยมา

ปรากฏการณ์ตามมาที่น่าสนใจก็คือ บรรดาคนเดือนตุลา(ทั้ง 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19)ซึ่งบัดนี้ได้เติบโตเป็น “ผู้หลักผู้ใหญ่” อยู่ในหลายวงการ รวมทั้งในวงการการเมืองด้วยนั้น จำนวนมากก็ได้ “ปรับเปลี่ยนอุดมการณ์” ไปแล้ว โดยเฉพาะคนที่เคยด่า “นายทุนขุนศึก” เมื่อสีสิบกว่าปีก่อนนั้น ปัจจุบันก็เข้ากอดแข้งกอดขานายทุนขุนศึกจนไม่เหลืออุดมการณ์ใดๆ ซึ่งเมื่อไปถามคนเหล่านี้ว่าทำไมอุดมการณ์จึง “เปี๊ยนไป” เขาก็ตอบซื่อๆ ว่า “สถานการณ์เปลี่ยน คนก็เปลี่ยน” นี่คือเรื่องราวที่ผู้เขียนอยากจะยกมาเป็นอุทาหรณ์

เป็นที่เชื่อกันว่ากลุ่มคนที่เปลี่ยนแปลงความคิดง่ายที่สุดก็คือ “คนรุ่นใหม่” นี่แหละ (ดังที่รัฐบาลอเมริกันมุ่งจับคนรุ่นนี้ไปทำให้เป็นอเมริกันมาในอดีต) ดังนั้นเมื่อผู้มีอำนาจ(รวมถึงผู้ที่คิดจะขึ้นมามีอำนาจ)ต้องการที่จะ “เปลี่ยนแปลง” อะไรบางอย่าง เช่น กลุ่มผู้ที่มีอำนาจอยู่ก็ต้องการที่จะ “ปฏิรูป” หรือกลุ่มที่กำลังตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาต่อสู้ต้องการที่จะได้คะแนนเสียง ทั้งสองกลุ่มนี้ก็มุ่งไปสู่คนรุ่นใหม่ด้วยแนวคิดดังกล่าว

คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มคนที่ “อยู่ท่ามกลาง” ทั้งโดยวัยที่เปลี่ยนจากวัยรุ่นไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และโดยความคิดที่ยัง “พะวักพะวง” เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจในอนาคต ด้วยความที่ยัง “ไม่มีพร้อม” ในปัจจุบัน ซึ่งบางทีเราเรียกก็คนกลุ่มนี้ว่า “วัยแสวงหา” คือทั้งแสวงหาความเป็นตัวตนและแสวงหาอนาคตให้แก่ตน ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ “สำนึก” หรือความรู้สึกนึกคิดของคนในวัยนี้ก็คือ “กระแสสังคม” ที่ถาโถมอยู่รายรอบ

ผู้เขียนเติบโตเป็นคนหนุ่มสาวมาในกระแสสังคมที่ “เกลียดชังทหาร” แต่เมื่อเวลาผ่านไปก้ได้เรียนรู้ว่านักการเมืองที่เราหวังว่าจะมาสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างที่จุดกระแสขึ้นมาเพื่อโค่นล้มทหารนั้น ก้ไม่ได้มีอะไร “วิเศษวิโส” ทั้งบางคึนบางสมัยก็ “แย่” กว่าทหารด้วยซ้ำไป ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาดูกระแสของ “การแย่งชิงคนรุ่นใหม่” ในยุคนี้ก็ให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าอาจจะ “เข้าอีหรอบเดิม” คือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เว้นแต่คนรุ่นใหม่เหล่านี้เมื่อเข้าไปสู่อำนาจแล้วจะต้องรักษาอุดมการณ์ให้มั่นคง ที่สำคัญคือจะต้องไม่เป็นอย่างคนกลุ่มที่ถูกเปลี่ยนออกไป ไม่ให้เป็นทำนองที่ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

ปรมาจารย์ทางการเมืองไทยที่ผู้เขียนเคยทำงานด้วยคือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้พูดถึงคนหนุ่มสาวไว้อย่างน่าฟังว่า เป็นวัยที่ “รุนแรง” คือรุนแรงทั้งพลังร่างกายและพลังความคิด วิธีการที่จะรักษาสมดุลไม่ให้คนในวัยนี้ทำอะไรเลยเถิดก็คือ ให้เขาได้รับการ “ปลดปล่อย” ทั้งทางด้านร่างกายและความคิดนั้น เช่น การออกกำลัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยว หรือให้ “เสรีภาพ” ในการที่จะแสดงความเชื่อและความคิดเห็น เพราะหากยิ่งไปบีบไปกดไว้ พวกเขาก็จะแสดงพลังนั้นต่อต้านและนำมาซึ่งความขัดแย้งที่มากขึ้น

ท่านว่า “ปล่อยๆ คนหนุ่มสาวเขาเถอะ เพราะพออายุมากขึ้นเขาก็จะเรียนรู้ได้เอง พวกเขาคนหนุ่มสาวนั้นยังไม่เคยแก่ เราคนแก่ก็ได้เปรียบที่ตรงนี้ เคยเป็นหนุ่มสาวมาก่อน รู้ว่าพวกนี้ชอบทำบัดสีบัดเถลิงอะไรอย่างไรก็เคยมาหมดแล้ว (ฮา)”

คนหนุ่มคนสาวแพ้คนเฒ่าคนแก่ก็ตรงนี้เอง