ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ระบบการศึกษามิใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ที่ต้องมีการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่า “ภาครัฐ-ภาคเอกชน” ต่างทยอยปิดตัวกันเป็นแถว แม้แต่ต่างประเทศทั่วโลกต่างก็ทยอยปิดกันเป็นแถวเช่นเดียวกัน ไม่ว่า ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และหลากหลายประเทศในสหภาพยุโรป

เหตุผลสำคัญเนื่องจากระบบการศึกษาที่อาจจะล้าสมัย และที่สำคัญมากไปกว่านั้น เกิดจากยุคนี้มิใช่ “ยุคเบบี้บูม!” เหมือนในยุคค.ศ.1950 ที่เด็กเกิดอย่างมากมาย แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็น “ยุคผู้สูงวัย” ที่มีแต่ หรือ “ผู้อาวุโส” เพิ่มมากขึ้น แต่ “เด็ก-เยาวชน” มีจำนวนลดน้อยลง จนทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาลดน้อยลงจำนวนมาก จนเริ่มปิดกันเป็นจำนวนมาก แถมด้วย “การศึกษาระบบออนไลน์” ที่เผยแพร่กันอย่างมากขึ้น บวกกับ “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ที่ผู้คนในวัยเท่าไหร่จะสมัครเรียนเมื่อใดก็ได้ โดยเฉพาะที่สิงคโปร์

ตัวอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 3 ปี นักศึกษาหายกว่า 8 แสน คาดอิทธิพลระบบออนไลน์ ทำมหาวิทยาลัยในอเมริกาจ่อคิวปิดตัวกว่า 2,000 แห่ง และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์สั่งปรับโมเดลทันที เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ดึงศิษย์เก่ากลับเข้าห้องเรียน และข่าวฮอตในวงการการศึกษาบ้านเราช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าววิกฤติมหาวิทยาลัยที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นต้องให้อาจารย์ลาออกกันแล้ว ลามไปถึงขั้นเตรียมปิดมหาวิทยาลัย หรือขายมหาวิทยาลัยให้กับต่างชาติ เพราะแบกภาระขาดทุนไม่ไหว เนื่องจากเด็กลดลง ล่าสุดปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยลดฮวบกว่า 6 แสนที่นั่ง

ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการศึกษาของโลก เป็นที่รวมมหาวิทยาลัยอันดับท็อปของโลก ก็เผชิญปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว มีรายงานว่าในช่วงปี 2555 – 2557 มีนักศึกษาหายไปถึง 8 แสนคน และเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปกว่า 500 แห่ง และคาดว่าภายใน 10 – 15 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4,000 แห่ง อาจล้มละลายจากการถูกทำลายล้างจากอิทธิพลของเทคโนโลยี ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ส่วนที่ยังอยู่ ก็เอาตัวรอดด้วยการยุบรวมมหาวิทยาลัย ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอิทธิพลของ “การศึกษาออนไลน์” ที่ดึงคนเรียนไปอยู่บน MOOC (MASSIVE OPEN ONLINE COVRSES) หลากหลายแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนสามารถเลือกคอร์สเรียนของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดสอนบน MOOC ได้ทั่วโลก ทำให้มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาต้องปรับตัวเพื่อดึงคนเรียน เช่น เปิดสาขาที่เป็น นิช มาร์เก็ต มากขึ้น หรือสร้างจุดเด่นในการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง มีความโดดเด่นด้านการสอนที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้เรียน เป็นต้น

ส่วนในเอเชียอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบประชากรวัยเรียนที่ลดลงเช่นกัน ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งที่ได้ชื่อว่าสอบเข้ายากและแข่งขันสูง กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้อง “ง้อคนเรียน” กันแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยจะได้เปรียบเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่อันดับท็อปของประเทศ แต่เมื่อตัวป้อนคือเด็กมัธยมฯ ที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลง ก็ต้องปรับตัว วางกลยุทธ์ หาจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียนเช่น ลดค่าเล่าเรียน เปิดหลักสูตร หรือสาขาวิชาที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้แต่การปรับบรรยากาศ เสริมสิ่งอำนายความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้น่าอยู่น่าเรียนมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กที่ทุนน้อย รับมือไม่ไหว ก็ต้องปิดตัวไป มีรายงานว่าปี 2559 มีมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นปิดตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง และปี 2561 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการลดลงของประชากรในวัย 18 ปีอีกครั้ง จากที่เคยลดลงต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน โดยในช่วงปี 2552 – 2560 ลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน คาดว่าถึงปี 2574 ประชากรวัย 18 ปีของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือไม่ถึง 1 ล้านคน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเกือบ 1 ใน 3 ไม่สามารถเปิดสอนได้ครบทุกหลักสูตร และบางแห่งอาจจะต้องปิดตัวลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ต้องปรับโมเดลของมหาวิทยาลัย จากที่เคยจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี 4 ปี เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” นั่นก็คือ การให้การศึกษาแก่ประชากรไม่เฉพาะแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และปริญญาโท/เอก แต่เป็นการจัดการศึกษาที่ให้คนทุกวัย สามารถเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ของประชากรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ตามมาคือทำให้มหาวิทยาลัยมีผู้เรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้คนที่เรียนจบไปแล้วสามารถกลับมาพัฒนาต่อยอดทักษะความรู้ได้ตลอดเวลา มีโปรโมชั่นสำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ทำให้ผู้เรียนซึ่งเป็นศิษย์เก่ากลับไปใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และหากสะสมคอร์สจนครบตามมาตรฐาน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือปริญญาโท ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ประกาศชัดว่าใน “ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่” หรือ “ยุค Industry 4.0” การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต

โดยเปลี่ยนการเรียนรู้ทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นลักษณะเรียนควบคู่กับการทำงาน เป็นผู้ประกอบการไปด้วย เด็กสิงคโปร์จะต้องอยู่ในโลกยุคการค้าดิจิทัลได้ มีทักษะด้านคิดคอมพิวเตอร์ หรือการคิดเชิงคำนวณ  พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางอาชีพให้ผู้เรียนได้รู้ว่าตนชอบหรือถนัดอะไรตั้งแต่วัยเด็ก นอกจากนี้ ยังเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนที่เรียนจบไปแล้ว และต้องการกลับมาเรียนใหม่ และสุดท้ายคือการเพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัย ที่มากกว่าการสอนและการวิจัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้

มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของเอเชียและเบอร์ต้นๆ ของเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ขยับปรับตัวกัน มหาวิทยาลัยไทยจะตั้งรับ ปรับตัวกับวิกฤตินี้อย่างไร แต่ที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ ประชากรวัยเรียนที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่ลดฮวบเช่นกัน โดยปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยว่างกว่า 6 แสนที่นั่ง และคาดว่าในอีก 5 – 6 ปีข้างหน้า จากเด็กนักเรียน 1 ล้านคน จะเหลือเพียง 5 แสนคนที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยรัฐที่อยู่ในภาวะมากเกินไปมานาน ต้องยุบหลักสูตร สาขาวิชา ยุบห้องเรียน และที่หนักสุดและเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ การให้อาจารย์ลาออก, ขายมหาวิทยาลัยให้กลุ่มทุนต่างชาติ หรือ เลิกกิจการ เนื่องจากทนขาดทุนไม่ไหว

ปัญหาระบบการศึกษาทั่วโลกต้องง้อนักศึกษากันแล้วครับ!