ยูร กมลเสรีรัตน์
k_yoon_w_c@hotmail.com

(ต่อ)กุหลาบ สายประดิษฐ์(ศรีบูรพา)

หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษเป็นหนังสือพิมพ์ที่เริ่มประเพณีการซื้อเรื่องลงในหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อเป็นการยกระดับงานเขียนให้เป็นงานที่มีเกียรติ ดังที่บรรณาธิการเครางาม-สุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตบรรณาธิการโลกหนังสือ-โลกหนังสือ ฉบับเรื่องสั้นและช่อการะเกด,นักเขียนรางวัลศรีบูรพาและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้ได้รับสมญานามว่า “ตู้วรรณกรรมเคลื่อนที่” ได้เขียนไว้ในนิตยสารสารคดีในหัวข้อ “สุภาพบุรุษ-มนุษยภาพ” ศรีบูรพา-กุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า...

“...อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นหมุดหมายสำคัญในหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ฉบับปฐมฤกษ์ น่าจะอยู่ที่ข้อเขียนในลักษณะบทบรรณาธิการของตัวผู้เป็นทั้งเจ้าของและบรรณาธิการ ดังมีปรากฏอยู่ในเรื่อง “เชิญรู้จักกับเรา” และ “พูดกันฉันท์เพื่อน...”

ข้อเขียนเรื่อง “เชิญรู้จักกับเรา” กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ประกาศหมุดหมายที่สำคัญไว้เป็นตัวอย่างให้แวดวงวรรณกรรมชั้นหลังได้ประจักษ์อย่างสำคัญ ก็คือทัศนะที่บอกว่างานเขียนหนังสือเป็นงานที่มีเกียรติ และเป็นอาชีพได้”

ข้อเขียนเรื่อง“เชิญรู้จักกับเรา”ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่สุชาติ สวัสดิ์ศรีกล่าวถึง มีใจความสำคัญ ดังที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ชี้แจงไว้ว่า...

“เพื่อที่จะให้หนังสือ สุภาพบุรุษ อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเรื่องอันมีค่ายอดเยี่ยม จึงขอประกาศไว้ในที่นี้ว่า เราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะรับซื้อเรื่องจากนักประพันธ์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเรื่องบันเทิงคดีและสารคดี…

ทำไมเราจึงซื้อเรื่อง สำหรับหนังสือพิมพ์ที่ออกเป็นรายปักษ์หรือรายเดือน ดูเหมือนยังไม่เคยมีฉบับใดได้นำประเพณีการซื้อเรื่องเข้ามาใช้ การที่เราซึ่งกระทำขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ ก็เพราะเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะกระทำแล้ว การประพันธ์ของชาวเราทุกวันนี้ เป็น ‘เล่น’ เสียตั้ง 90 เปอร์เซ็นต์ ที่จัดว่าเป็น ‘งาน’ เห็นจะได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ดอกกระมัง บัดนี้จึงควรเป็นเวลาที่เราจะช่วยกันเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์ให้หันจาก ‘เล่น’มาเป็น ‘งาน’...”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้ยกข้อเขียนอีกชิ้นหนึ่งของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ คือ “พูดกันฉันท์เพื่อน” มากล่าว เพื่อเป็นการตอกย้ำความหมายของคำว่า “สุภาพบุรุษ”ว่า...

“กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า“สุภาพบุรุษ” อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกเช่นเดียวกัน และนี่คือหมุดหมายสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าจะติดอยู่ในจิตวิญญาณของสามัญชนที่ชื่อ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ตลอดไปจนชั่วชีวิต"

เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ได้เขียน“พูดกันฉันท์เพื่อน” ว่าด้วยความหมายของคำว่า สุภาพบุรุษ อย่างชนิดที่เป็นเหมือน“คำมั่นสัญญา”บางอย่างของตัวเขาเอง ดังต่อไปนี้

“....เรามีความเข้าใจหลายอย่างในคำว่า“สุภาพบุรุษ” แต่ความเข้าใจนั้นๆ หาถูกแท้ทั้งหมดไม่ บางคนยกมือชี้ที่บุรุษแต่งกายโอ่โถง ภาคภูมิ แล้วเปล่งวาจาว่า“นั่นแลคือสุภาพบุรุษ” ความจริงเครื่องแต่งกายไม่ได้ช่วยให้คนเป็นสุภาพบุรุษที่มากน้อย เครื่องแต่งกายเป็นเพียง “เครื่องหมาย” ของสุภาพบุรุษเท่านั้น และ“เครื่องหมาย” เป็นของที่ทำเทียมหรือปลอมขึ้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ที่ติด“เครื่องหมาย” ของสุภาพบุรุษ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสุภาพบุรุษทุกคนไป"

ถ้าจะว่า“สุภาพบุรุษ” มีรูปร่างหน้าตาใกล้เข้าไปกับ“ผู้ดี” ดูจะไม่ค่อยมีข้อคัดค้าน แต่ต้องให้เป็น “ผู้ดี” ซึ่งคนในสมัยนี้เข้าใจกัน ถ้าเป็น “ผู้ดีเดินตรอก” อย่างสมัย 10 ปีก่อนลงไป สุภาพบุรุษของเราก็คงไม่มีโอกาสใกล้เข้าไปได้อีกตามเคย แต่อย่างไรก็ตาม, คำว่า “สุภาพบุรุษ” ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความหมายแรงกว่า “ผู้ดี” เพราะผู้ดี, ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า, เป็นแต่ทำตัวสุภาพอ่อนโยนอยู่ในกรอบของจรรยาเท่านั้น ส่วนสุภาพบุรุษ นอกจากจะต้องทำหน้าที่อย่างผู้ดี ยังมีหน้าที่จุกจิกอื่น ๆ ที่จะต้องทำอยู่มาก 

หัวใจของ “ความเป็นสุภาพบุรุษ” อยู่ที่การเสียสละ เพราะการเสียสละเป็นบ่อเกิดของคุณความดีร้อยแปดอย่าง หากผู้ใดขาดภูมิธรรมข้อนี้ ผู้นั้นยังไม่เป็นสุภาพบุรุษโดยครบครัน ถ้าจะอธิบายความหมายของสุภาพบุรุษให้กระชับเข้า ก็จำต้องยืมถ้อยคำที่ว่า “'ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น”, ซึ่งข้าพเจ้าได้แต่งไว้ในหนังสือเรื่องหนึ่งมาใช้...”

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ อาจารย์ภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวแสดงความรู้สึกตอนหนึ่งในการอภิปรายหัวข้อ“ความเป็นสมัยใหม่ในวรรณกรรมของคณะสุภาพบุรุษ”ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า...

“ในความเห็นของผม ผมรู้สึกว่าก็จริงอยู่ ว่าพวกนี้เป็นหลายๆ กลุ่มที่มีอยู่ แต่คณะสุภาพบุรุษ มีลักษณะพิเศษบางอย่าง ที่เราไม่สามารถที่มองเขาว่าเป็นหนึ่งในหลายกลุ่มในยุคนั้นได้ เพราะคณะสุภาพบุรุษมีความโดดเด่นบางประการที่ทำให้คณะสุภาพบุรุษแตกต่างออกไป หนึ่ง เป็นการรวมตัวของคนรุ่นหนุ่มสาวที่มีอายุประมาณ 20 กว่าๆ กุหลาย สายประดิษฐ์ ที่เป็นบรรณาธิการขณะนั้นอายุ 24 ปี มาลัย ชูพินิจ อายุ 23 ปี สนิท เจริญรัฐ อายุ 22 ปี จรัญ วุธาทิตย์ อายุ 21 ปีเท่านั้นเอง คนที่ดูจะอาวุโสที่สุดคือ อบ ไชยวสุ ผู้ใช้นามปากกา“ฮิวเมอริสต์” ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเทพสิรินทร์ อายุ 28 ปี เทียบกับคนสมัยนี้ คุณจะรู้สึกว่า โอ้โห ทำไมคนพวกนี้คิดการใหญ่ ซึ่งน่าทึ่งมากในความรู้สึกของผม”

ขึ้นปี พ.ศ. 2473 หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ ได้ขยายรูปเล่มจาก Pocket Magazine ให้ใหญ่ขึ้นเท่ากับนิตยสารในปัจจุบัน คือตั้งแต่ฉบับที่ 25-27 และได้เพิ่มราคาจำหน่ายจากฉบับละ 30 สตางค์ เป็น 40 สตางค์ ฉบับสุดท้าย คือ ฉบับที่ 37 ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2473 รวมแล้วมีการจัดทำหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษทั้งหมด 37 ฉบับในเวลา 2 ปี

หนังสือสุภาพบุรุษ รายปักษ์ได้ยุติบทบาทในฐานะสื่อสารมวลชน โดยเป็นการอำลาจากบรรณพิภพ โดยไม่มีการบอกลาผู้อ่าน เพราะไม่มีการแถลงในบทบรรณาธิการแต่อย่างใด
“หนังสือพิมพ์นั้นมิใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เป็นได้เอง จะเป็นหนังสือพิมพ์ขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนทำมันขึ้น ฉะนั้น หนังสือพิมพ์จะดีหรือชั่วก็อยู่ที่คนทำ”( กุหลาบ สายประดิษฐ์)

อ่านย้อนหลัง

อ่านต่อนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/44710
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/45419
อ่านตอนที่ 3https://siamrath.co.th/n/46335
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/47196
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/47952
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/48765
อ่านตอนที่ 7 https://siamrath.co.th/n/49495
อ่านตอนที่ 8 https://siamrath.co.th/n/49926
อ่านตอนที่ 9 https://siamrath.co.th/n/51013