สถาพร ศรีสัจจัง

ใครที่เป็นคอวรรณกรรมไทยตัวจริงย่อม “ต้อง” รู้จักหนังสือชื่อ “ปีศาจ” (ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภูติผีเชิงจิตวิญญาณตนใด) นวนิยายชิ้นเอกของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์นามเสนีย์ เสาวพงศ์ ผู้ลุวาระชาตกาล 100 ปีในปีพุทธศักราช 2561 นี้พอดี
       
 ความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” นั้น นอกจากการยืนยันจากจำนวนครั้งและยอดจำนวนพิมพ์ ระยะเวลาที่ยืนหยัดรับใช้มหาชน ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างชาติสำคัญๆเช่น ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น และจากถ้อยชื่นชมยกย่องของ นักคิด นักเขียนและนักวิจารณ์วรรณกรรม ทั้งในระดับชาติและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว ถ้าจะลองไปถามใครก็ตามที่เคยมีส่วนร่วมกับการก่อขบวนนักศึกษาประชาชน ในการลุกขึ้นสู้ใหญ่กับสิ่งที่ถูกเรียกในประวัติศาสตร์ว่า “เผด็จการ” กลุ่ม “ถนอมประภาส” เมื่อครั้งเหตุการณ์ “14 ตุลาฯ” ในปี พ.ศ. 2516 ดู ก็จะทราบว่า มีน้อยคนนักที่จะไม่เคยอ่านหนังสือชื่อ “ปีศาจ”!
         
จึงอาจพูดได้ว่า “ปีศาจ” เล่มนี้เองที่มีส่วนอย่างสำคัญในการสร้าง “แรงดาลใจ” (Inspire) จนทำให้เกิดเหตุการณ์ “ครั้งแรกของโลก” ที่ “เด็กๆ” อย่างนักเรียน นักศึกษา รวมตัวกันขึ้นเป็น “กองหน้า” (Vanguard) แล้วนำพามวลชน คนเล็ก คนน้อย ของประเทศก่อการ “โค่น” ทรราชย์ลงได้ได้สำเร็จ
          
พลังของวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” มีส่วนอย่างสำคัญอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จริงๆ !
          
ดร.เฮอร์เบิร์ต ฟิลลิปส์ ปัญญาชนนักวิชาการร่วมสมัยคนสำคัญชาวอเมริกา เมื่อครั้งเข้ามาทำงานวิจัยเรื่อง “ปัญ
าชนสยาม” จึงเลือก “เสนีย์ เสาวพงศ์” ผู้แต่งเรื่อง “ปีศาจ” เป็น 1 ใน 8 ของปัญญาชนคนสำคัญผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมไทย
          
และกล่าววาทะสำคัญยิ่งไว้ว่า “ปีศาจ” เป็น “สงครามละสันติภาพ” ของไทย !
          
เหมือนกับที่วิทยากร เชียงกูร ปัญญาชนนักเขียนร่วมสมัยคนสำคัญเจ้าของวาทกรรม “ฉันเยาว์ ฉันเขลา
ฉันทึ่ง/ฉันจึง มาหา ความหมาย” ถึงกับเคยสรุปถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ในทำนองว่า “เป็นวรรณกรรมยิ่งใหญ่ สำหรับประเทศที่ไม่ได้สร้างสมอะไรดีๆไว้มากนัก”
         
 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 นี้ เป็นวันครบรอบการตายของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีหน่วยงานไหนของรัฐ ในประเทศที่วิทยากร เชียงกูรเคยบ่นว่า “ไม่ได้สร้างสมอะไรดีๆไว้มากนัก” แห่งนี้ จะทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับท่านศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้บ้าง ?
         
 กล่าวเฉพาะวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” เมื่อถึงวันนี้อายุก็ปา 60 กว่าปีเข้าแล้ว (เพราะตีพิมพ์เป็นตอนๆครั้งแรกเมื่อปี 2496รวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ “เกวียนทอง” พ.ศ. 2500) ยังคงยืนหยัดรับใช้ และก่อแรงดาลใจให้กับคนในสังคมไทยไม่เคยสร่าง ยังคงเป็น “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ที่ก่อ “ความละเมอหวาดกลัว” ให้กับใครก็ตามที่ลืม “กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง” อยู่ตลอดกาล
            
โดยเฉพาะคนประเภทที่ “จิตร ภูมิศักดิ์” ปัญญาชนนักปฏิวัติ นักคิดนักเขียนคนสำคัญยิ่งของสังคมไทยอีกคนหนึ่งเคยเขียนถึงไว้ว่า เป็นพวก “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ/จะมิดหรืออพิถัง/ความคิดอย่างสังคัง/มันน่าโห่ เอ้า หุยฮา!” นั่นไง !
             
เหมือนกับที่ สาย สีมา(ทนายความลูกชาวนาจากบางบ่อ) ตัวเอกในวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” ลุกขึ้นยืนแสดงความเห็นสวนตอบวาทกรรม “เจ้าคุณพ่อ” ของ “รัชนี” นางเอกในท้องเรื่องตอนหนึ่งว่า :
             
" ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว..."
             
 และ “ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่าง ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป...”
             
 ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การเสียชีวิตอย่างปุบปับปัจจุบันทันด่วนของ “เสี่ยระดับโลก” อย่างเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา จะทำให้ใครก็ตามที่นิยมความ “เก่ง และ ฉลาด” ของคนรวยที่เป็นต้นแบบของบรรดา “นายทุน” ทั้งหลาย และอยากได้คนพวกนี้มาบริหารประเทศ จะเห็นถึงความเป็น “อนิจจัง” ของ “เงิน” ขึ้นบ้างหรือเปล่า?
             
และจะตาแจ้งขึ้นบ้างหรือไม่ว่า “ปีศาจกินคน” คือระบบทุนนืยมที่ “บิดาแห่งวรรณกรรมจีนยุคใหม่” อย่างท่าน “หลู่ซิ่น”เคยกล่าวไว้ในวรรณกรรมหลายชิ้นของท่านนั้นน่ากลัวอย่างไร?
             
แต่ที่แน่ๆก็คือ วันนี้คนที่ถูก “ปีศาจ” ตนที่ชื่อ “ประเทศกูมี” เข้าสิงอย่างบรรดานายตำรวจใหญ่ๆของประเทศนี้(นายกฯลุงตู่ด้วยหรือเปล่า?)นั่นแหละ ที่คงจะต้องยรีบหยิบหนังสือเรื่อง “ปีศาจ” มาแจกจ่ายกันอ่าน!!!