นิด้าโพลหลังสุด สัดส่วนคนไม่เอาบิ๊กตูู่กลับมาเป็นายกฯเพิ่มขึ้น เชื่อหลังเพลงแรป “ประเทศกูมี” มีคนเปิดฟังเกิน 20 ล้าน เส้นกร๊าฟจะเป็นแนวลาดอาจถึงดิ่ง

ขณะที่กำหนดการเลือกตั้งเหลืออยู่ 4 เดือนเศษจะมาถึง ตัววัดความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลคสช.เริ่มผันแปรในทางลาดลง

นิด้าโพลล่าสุุด ทำการสำรวจเมื่อ 24-26 ตุลาคม ศกนี้ ผลสรุปจากคำถามหลักประเด็นว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ควรทำงานการเมืองต่อหรือไม่ หลังการเลือกตั้งในปีหน้า”

ปรากฏว่า มีผู้ตอบคำถามนี้ถึงร้อยละ 50.71 ที่บอกว่าไม่เห็นด้วย

เหตุผลคือ เพราะอยู่มานาน แต่การบริหารงานต่างๆ ยังไม่ดีเท่าที่ควร

เช่นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน บ้านเมืองขาดความเป็นประชาธิปไตยเอื้ออำนวยให้กับข้าราชการด้วยกันเอง และอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารพัฒนาบ้านเมืองบ้าง
สื่อมวลชนทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งสื่อออนไลน์ พากันพาดหัวข่าวอึกทุกคึกโครมว่า

“เผยความเห็นประชาชน บิ๊กตู่ไม่ควรกลับมาการเมือง” หรือ

“ 50.71% เห็นบิ๊กตู่ไม่ควรทำการเมืองต่อ”

“นิดาโพล เผยความเห็นประชาชน บิ๊กตู่ไม่ควรกลับมาการเมือง ชี้บ้านเมืองขาดประชาธิปไตย”
ฯลฯ

ส่วนในด้านเห็นด้วยนั้น ร้อยละ 48.73 ระบุว่าควรทำงานการเมืองต่อ เพราะการบริหารงานดี บ้านเมืองสงบสุข แก้ไขปัญหาต่างๆได้ดี

โดยร้อยละ 59.22 ระบุ ควรเข้าสังกัดพรรค และอยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะเสนอเป็นนายกฯ

พบว่าร้อยละ 31.08 ระบุ เป็นนายกฯคนนอกที่ไม่ได้มาจากบัญชีรายชื่อของพรรคส่วนที่เหลือ ในส่วนของการเลือกตั้ง

อีกคำถามค่อนข้างจะกำกวม ให้ตีความหมายที่่ว่า จะสนับสนุนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังการเลือกตั้งหรือไม่ ตีความเป็นว่า “จะเลือกหรือไม่เลือก”

พบว่า ร้อยละ 51.74 ระบุว่าไม่สนับสนุน เพราะผลงานไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้

อยากได้คนใหม่ที่มีความสามารถบริหารมาพัฒนาประเทศ

นับเป็นครั้งแรกที่มีการทำโพยของนิด้าในด้านนี้ ที่คำตอบเป็นภาคเสธต่อพลเอกประยุทธ์มีความชัดเจน

แม้คำถาม (questionaires) ส่วนใหญ่จะมีลักษณะชี้นำเหมือนโพลก่อนหน้านี้คือ ผลสำรวจเมื่อ 17-19 กรกฎาคม ที่แยกเป็น 2 ด้าน คือด้านหนึ่งเป็นความนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์ อีกด้านเป็นคำถามด้านความนิยมในพรรค ซึ่งได้คำตอบที่ขัดแย้งกัน

ผล ด้านความนิยมในตัวบุคคล เป็นพลเอกประยุทธ์ได้สูงสุด 31.29%ส่วนด้านพรรค กลายเป็นพรรคเพื่อไทยโดยร้อยละ 31.09 อยากได้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตังรัฐบาล

เหตุที่คะแนนทั้ง 2 ด้านได้กันน้อยมาก ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 50% ก็เพราะ มีการกระจายคำถามข้อย่อยมากเกินไป

อย่างคำถามเลือกตัวบุคคล ก็ให้ไว้ถึง 5 คน (ครั้งหลังถึง 10 คน) ด้านพรรคก็ 5 พรรคเช่นกัน

หากเป็นคำถามปลายเปิดว่า เลือกใคร พรรคใด ระบุชื่อ ก็จะมีการระบุเพียงชื่อเดียว

เช่น เลือก พลเอกประยุทธ์ หรือพรรคเพื่อไทย คะแนนก็จะเกิน 50% ชื่อหนึ่งๆอาจจะขึ้นถึงกว่า 90%

สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ในส่วนของความเห็นด้านพรรคการเมืองซึ่งมี choices เป็น พรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่นั้น

ผู้ตอบคำถาม เลือก พรรคการเมืองใหม่ๆ

โดย ร้อยละ 58.87 ระบุว่าเหตุผลว่า เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีคนใหม่ๆนโยบายใหม่ๆแนวคิดทางการบริหารใหม่ๆ บางส่วนบอกเพราะเบื่อการบริหารงานของพรรคการเมืองเก่า

ร้อยล 32.78 ระบุว่า พรรคการเมืองเก่า เพระมีความรู้ ความสามารถเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่องกว่าพรรคกาเมืองใหม่ อีกส่วนชื่นชอบการทำงานของพรรคการเมืองเก่า
ร้อยละ8.35 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

หากเดือนหน้าหรือหลังจากมีการปลดล็อคด้านการดำนินกิจกรรมการเมืองได้เต็มที่ คะแนนแต่ละด้านจะเปลี่ยนแปลงไป

หากร่างกร๊าฟวัดค่าความนิยมขึ้นมา เส้นคะแนนนิยมในตัวบิ๊กตู่ น่าจะลาดลงทางขวา อาจจะถึงลงดิ่ง

โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อเชิงลบแบบ“ประเทศกูมี” ประดังกันออกมา

ส่วนด้านพรรค พรรคที่ได้รับความนิยมมาตลอด จากโพลช่วงแรกๆ คะแนนต่ำกว่า 50% แนวโน้มเส้นกร๊าฟจะเป็นมุมเงยขึ้นไปทางขวายาวต่อเนื่อง

ความเป็นไปเช่นนี้ ล้วนมีเหตุ มีปัจจัย

อันเกิดจากผลงานและข่าวคราวอื้อฉาวในด้านคอรัปชั่นของคนแวดล้อมตัวนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

ประชาชนกลุ่มสนับสนุนบิ๊กตู่ยังมีอยู่พอสมควร แต่นับวันจะร่อยหรอลง ด้วยเหตุผลว่าภาพลักษณ์ผูกติดอยู่กับคนแวดล้อมแนบแน่น

ประชาชนจึงกลัวว่า หากกลับมาเป็นนายกฯอีก บุคคลที่ประชาชนไม่ยอมรับเหล่านั้น ก็จะกลับมาอยู่ในรัฐบาลใหม่อีก

จึงรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจ แต่สำนึกที่ว่า มีวันนี้ “เพราะพี่ให้” ทำให้ไม่ยอมสลัดหลุด