สมบัติ ภู่กาญจน์

นึกถึงที่อาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนบอกไว้ว่า “การโกงคือคอรัปชั่นที่จับได้ ส่วนคอรัปชั่นคือการโกงที่จับไม่ได้”

และนึกถึงแนวคิด ที่นักวิชาการญี่ปุ่นเคยบรรยายไว้เมื่อเร็วๆนี้ ว่า “เราน่าจะช่วยกันศึกษา‘ทุจริตวิทยา’กันไว้ให้มากๆ เพื่อการรู้จักคอรัปชั่นได้มากขึ้น และเราจะตัดสินใจได้ถูก ว่าควรจะจัดการกับคอรัปชั่นกันอย่างไร?”

เพราะติดใจในสองข้อคิดนี้ เมื่อมาได้อ่านบทความเรื่อง “คณะกรรมการกับการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย” ที่เขียนโดย นักวิชาการไทยชื่อ ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร ในหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2561 เข้าให้อีก

เลยทำให้วันนี้ ผมก็ยังอยากนำความรู้เรื่องทุจริตวิทยา โดยเฉพาะเรื่องคอรัปชั่น มา ‘บอกกล่าวเล่าซ้ำ’ ให้พวกเราช่วยกันเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้มากๆ เพื่อที่เราจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น และตัดสินใจได้ถูก ว่าเราจะช่วยกัน คนละมือคนละไม้ ในการป้องกันคอรัปชั่นไม่ให้เกิดขึ้นง่ายๆได้อย่างไร?

ในบทความดังกล่าว ดร.เฉลิมพลได้ให้ความรู้เอาไว้ว่า

“เรื่องคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือที่เรียกกันว่า Policy Corruptionนั้น เป็นที่พูดถึงกันมานานแล้ว โดยเฉพาะคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์กรรัฐที่ไม่ใช่ราชการ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย เป็นเรื่องที่คณะกรรมการขององค์กร มีอำนาจในการออกนโยบายเพื่อให้หน่วยงานภายในองค์กรปฏิบัติในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งอำนาจนี้จะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะเมื่อมีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา”

ปัญหาก็คือ คณะกรรมการดังกล่าวนี้จะมีหลากหลายและมีจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนจากภาคเอกชน ตัวแทนวิชาชีพ ตัวแทนกลุ่มอาชีพ หรือแม้แต่ตัวแทนจากประชาชนทั่วไป.....การคัดเลือกคณะกรรมการเหล่านี้ แม้จะทำกันถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด....แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำหรือตรวจสอบได้อย่างละเอียดนัก ก็คือ ความเกี่ยวข้องของคณะกรรมการรายบุคคล ที่จะมีต่อบุคคล หรือคณะบุคคล หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน......จึงอาจจะส่งผลให้เกิดขึ้นได้ว่า กรรมการบางท่านที่เข้าไปทำหน้าที่ใช้อำนาจในการออกนโยบายต่างๆ อาจจะคำนึงถึงประโยชน์ของตนหรือของพวกพ้องของกลุ่มที่มีความเห็นพ้องต้องกับตนได้ ในบางกรณี

ในข้อเขียน ดร.เฉลิมพลกล่าวว่า “กรรมการจำนวนไม่น้อย เมื่อแรกเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการ ก็ปฎิบัติงานเข้มแข็งแจ้งชัด มิได้ผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง แต่เมื่อใช้อำนาจไปนานๆเข้า ก็อาจจะถูกชี้นำชักชวนโดยเพื่อนพ้องบ้าง โดยคนรู้จักบ้าง กลุ่มผลประโยชน์บ้าง....จนอาจเกิดลักษณะของการให้ความเห็นหรือลงมติอย่างมีนัยแอบแฝง ขึ้นได้ ....ลักษณะเช่นนี้คือการคอรัปชั่นเชิงนโนบาย ที่ถือเป็นความผิดได้เช่นเดียวกัน”

จากนั้น ดร.เฉลิมพล ได้เอ่ยถึงคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นตัวอย่าง ว่า “ มีการแต่งตั้งกรรมการจากการสรรหา และกรรมการโดยตำแหน่งต่างๆ เกือบ ๓๐ คน โดยกรรมการจำนวนมากมาจากประชาชน เอกชน ผู้แทนองค์กรNGO องค์กรวิชาชีพ องค์กรส่วนท้องถิ่น ซึ่งมักมีมุมมองอยู่ในทิศทางเดียวกัน และมุ่งประโยชน์ของฝ่ายที่ตนเห็นด้วยหรือสนับสนุนเป็นหลัก ผลของการพิจารณาลงมติ...จึงมักหนีไม่พ้น สิ่งที่ตนหรือกลุ่มตนเห็นพ้องได้ประโยชน์.....ประโยชน์เหล่านี้มีตั้งแต่ประโยชน์ตรงคือเงินสนับสนุน หรือประโยชน์อื่นๆ ...... การกระทำเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา”

ในท้ายของบทความดังกล่าว ดร.เฉลิมพลฝากความเห็นว่า “อยากให้ ป.ป.ช. และป.ป.ท. รวมทั้งรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการคอรัปชั่นเชิงนโยบายให้มากขึ้น ถ้าพบว่ามีการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ หรือมีการทับซ้อนผลประโยชน์ระหว่างตัวกรรมการกับนโยบายที่จะกำหนด ก็เป็นหน้าที่ที่กรรมการผู้นั้นจะต้องแสดงสปิริตไม่ร่วมประชุมออกเสียงในเรื่องนั้นๆ และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง กรรมการอื่นที่อยู่ในคณะกรรมการ ถ้ารู้เห็นการกระทำเหล่านี้แล้วไม่ทักท้วงให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ต้องถือว่ามีความผิดด้วยในฐานะผู้สนับสนุน หรือถ้าหากตนมีส่วนได้เสียโดยตรง ก็จะมีความผิดถึงขั้นตัวการได้ด้วย”

บทความของดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร จบลงแค่นี้

ผมขออนุญาตนำบางส่วนของบทความนี้มา ‘บอกกล่าวเล่าซ้ำ’ในข้อเขียนของผม ด้วยคำยืนยันที่บริสุทธิ์ใจว่า

ผมมิได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือเจตนาจะว่าร้ายใครเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผมอาจจะยืนยันเจตนานี้แทนดร.เฉลิมพลผู้เขียนได้ด้วยซ้ำว่า เราต้องการเพียงแต่จะเพิ่มมุมมองเรื่องของคอรัปชั่น ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง ให้คนทั่วไปในสังคมได้มองเห็นสิ่งต่างๆเป็นความรู้ด้านทุจริตวิทยาที่กว้างขวางขึ้น การโกงหรือคอรัปชั่นจะได้เกิดขึ้นไม่ง่าย แทนที่จะมองข้ามหรือวางเฉยกันอยู่ในเรื่องบางเรื่อง หรือกรณีบางกรณี

และขณะเดียวกัน ท่านทั้งหลายที่กำลังใช้อำนาจหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจในหน้าที่ราชการ หรือในหน้าที่ทางการเมือง หรือในการบริหารบ้านเมืองอยู่ จะได้ระมัดระวังในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นด้วย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถจะช่วยพัฒนาประชาธิปไตยให้ดีขึ้นได้ด้วยอย่างแน่นอน ดังที่เราหวังกันอยู่ในปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบัน ที่การเปลี่ยนแปลงรายวันกำลังเกิดขึ้นและเป็นอยู่ในโลก ‘ความรู้’ และ ‘การตัดสินใจที่เหมาะสม’ จะเป็นอาวุธที่ใช้ป้องกันตัวเราเองให้อยู่รอดในอนาคตได้ดีกว่าอย่างอื่นครับ