PTT King 10

กล่าวถึง ‘จารึกพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี’ เป็นจารึกแผ่นทองคำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะเหมือนลาน  ผู้คนจึงนิยมเรียกว่า ‘จารึกลานทอง’ โดยรอบบริเวณขอบจารึก 4 ด้าน จารเป็นลวดลายกนกเครือเถา  จารึกนี้ พระยาสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มาจากกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจังหวัดสุพรรณบุรี  ในสมัยรัชกาลที่ 6 และได้ถวายไว้กับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้นดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตสภา เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ  สำรวจและคัดจำลองอักษร เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2526 จากลักษณะรูปอักษรในจารึกสันนิษฐานว่า น่าจะจารึกขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24 การจำลองอักษรจารึกนั้นได้พยายามรักษารูปแบบของเส้นอักษรไว้อย่างดีที่สุด            

นายคงเดช  ประพัฒน์ทอง ผู้แปลคำจารึกได้อธิบายว่า จารึกนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ  ณ นคร ได้สันนิษฐานว่าอาจจะทำขึ้นใหม่แทนของเดิมที่ชำรุด เมื่อพิมพ์จารึกนี้ในประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3 ใช้ชื่อเรื่องว่า “หลักที่ 47 จารึกลานทอง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ” การนำมารวมพิมพ์ในครั้งนี้  ใช้ชื่อว่า “จารึกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี”

     
            
ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ให้ความเห็นไว้ในงานเรื่อง “จารึกลานทอง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี”  ว่า ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3 ได้รวมจารึกลานทอง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี คือ จารึกหลักที่ 47  อักษรขอมภาษามคธ  ซึ่งอ่านและแปลโดย นายฉ่ำ ทองคำวรรณ  กล่าวถึง พระจักรพรรดิ กษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่งโยชฌา (อโยธยา หรือ กรุงศรีอยุธยา) ทรงสร้างสถูปไว้ แล้ว พระราชาธิราช ซึ่งเป็นโอรสทรงสร้างซ่อมให้สูงกว่าเดิม
            
ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2526 มีผู้เสนอผลงานของ นายจิตร  ภูมิศักดิ์ เรื่อง “สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยอยุธยา” ว่า  พระเจ้าจักรพรรดิ ในจารึกหลักที่ 47 คือพระราชบิดาของสมเด็จพระนครอินทราธิราช ‘พระเจ้าจักรพรรดิ’ เป็นพระนามพระมหากษัตริย์อยุธยายุคต้นที่ขาดหายไป จารึกหลักนี้พบที่ยอดนพศูลพระปรางค์ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับพระปรางค์ที่วัดพุทไธสวรรย์  วัดพระยมมหาธาตุ วัดราชบูรณะ เมืองกรุงเก่า ซึ่งสร้างระยะ พ.ศ.1896 – 1967

          
นายไชย  เรืองศิลป์  เสนอใน “ประวัติสังคมไทยสมัยโบราณก่อนศตวรรษ 25” ว่า จารึกหลักที่ 47 ได้มาพร้อมกับจารึกลานทองอีกลาน ซึ่งระบุศักราช 1265 ศกกุน และศักราช 69 เถาะ ซึ่งตรงกับ พ.ศ.1886 และ พ.ศ.1890  ฉะนั้น กษัตริย์ 2 พระองค์ตามจารึกหลักที่ 47 ควรจะเป็นพระเจ้าอู่ทองและพระราเมศวร แต่ศักราชที่อ่านไว้นั้นไม่ตรงนักกษัตร อนึ่ง นายเทิม มีเต็ม ผู้อ่านจารึกแห่งกรมศิลปากร ได้ตรวจสอบใหม่แล้ว ดังปรากฏใน “จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 (พ.ศ.29)” ว่า เป็น ม.ศ.1365 ศกกุน และ ม.ศ.1369 เถาะ ตรงกับ พ.ศ.1986 และ พ.ศ.1990 ในปีนักษัตรแล้วถูกต้องตรงกัน 
          
โดยเฉพาะในหลัก พ.ศ.1990 มีความกล่าวถึงเสด็จบรมราชาธิบดีศรีมหาจักรพรรดิราชกับพระราเมศวร ซึ่งหมายถึง พระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) กับ เสด็จพระบรมไตรโลกนารถ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นพระราเมศวรอยู่
          
ในจารึกหลักที่ 47 จากจารึกในประเทศไทยเล่ม 5 นายคงเดช  ประพัฒน์ทอง ได้อธิบายว่า จารึกหลักนี้ทำขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
            
หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เสนอไว้ใน “เมืองเก่าในจังหวัดสุพรรณบุรี” ว่า กษัตริย์คู่ดังกล่าวในจารึกหลักที่ 47 อาจจะเป็น พระเจ้าอู่ทองเดิม (พระสัสสุระของพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดีที่ 1) กับขุนหลวงพระงั่ว หรือ ขุนหลวงพระงั่ว กับพระเจ้าทองลัน หรือ พระนครินทราธิราชกับเจ้าสามพระยา แต่ภายหลังท่านได้เสนอใหม่เป็น เจ้าสามพระยาทรงสร้าง และสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงซ่อม  

   

       

เรื่องทั้งหมดนี้ ดร.วินัย  พงศ์ศรีเพียร เขียนเป็นบทนำเสนอคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและสรุปว่า กษัตริย์สองพระองค์นี้ คือ พระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) กับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถและไม่จำเป็นต้องเพิ่มพระเจ้าจักรพรรดิเป็นกษัตริย์อยุธยายุคต้นดังความเห็นของ นายจิตร  ภูมิศักดิ์
          
คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ได้ถามความเห็น นางสาวก่องแก้ว  วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญตัวอักษรโบราณแห่งกรมศิลปากร เกี่ยวกับอายุของตัวอักษรในจารึกหลักที่ 47 นางสาวก่องแก้วชี้แจงว่า ลักษณะรูปลายเส้นอักษรในจารึกหลักนี้ เป็นรูปอักษรที่ใช้อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงแม้ว่าตัวอักษรบางตัวในจารึกนั้นจะยังคงมีลักษณะเส้นสัณฐานเหมือนกับรูปอักษรในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21- 23 ก็ตาม แต่ถ้าพิจารณาตามข้อความในจารึกและนามพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏในจารึกนั้นแล้ว จะเห็นว่าเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา ฉะนั้น น่าจะเป็นไปได้ว่าจารึกหลักที่ 47 เป็นจารึกที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้อักษรข้อความลอกเลียนจากจารึกของเดิมซึ่งชำรุด โดยทำขึ้นในคราวบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุเจดีย์ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
 
เมื่อดูจากเรื่องทั้งหลายนี้รวมกันแล้วก็เห็นว่า เจ้าสามพระยากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีโอกาสที่จะเป็นผู้สร้างพระปรางค์มากที่สุดนายตรี อมาตยกลุ  อ้าง น. ณ ปากน้ำ ว่า ได้เข้าไปตรวจสอบภายในองค์พระศรีรัตนมหาธาตุที่เมืองสุพรรณเก่าแล้ว  เห็นองค์ปรางค์ชั้นในก่ออิฐโดยไม่ใช้ปูนสอ  แต่ใช้สอดินอันเป็นเทคนิคเก่าแก่ของอโยธยา โดยแท้ ซึ่งเชื่อว่าปรางค์องค์นี้มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา และเห็นว่ากษัตริย์สองพระองค์นี้คือพระเจ้าอยู่หัวทองเดิม (พระสัสสุระของพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดีที่ 1) กับขุนหลวงพระงั่ว

         
 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล  ทรงเสนอความเห็นของ ดร.สันติ   เล็กสุขุม ซึ่งได้ทำการค้นคว้าเรื่องศิลปะสมัยอยุธยาว่า พระปรางค์ประธานองค์นี้ มีทางขึ้นสู่คูหาเรือนธาตุทางด้านทิศตะวันออก  ด้านทิศเหนือ และทิศของฐานปรางค์ก่อยื่นออกไป อาจเป็นทางมณฑปหรือทรงปรางค์มีขนาดเล็ก ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐาน การสร้างอาคารเป็นขนาบปรางค์ประธานนี้นิยมทำกันในกรุงศรีอยุธยายุคแรก ฐานของปรางค์ประธานประกอบกันจากฐานบัวลูกฟักสามหรือสี่ฐานซ้อนกันขึ้นไปรับเรือนธาตุ ชุดฐานชนิดนี้เป็นแบบแผนของปรางค์ที่สร้างขึ้นตอนต้นของกรุงศรีอยุธยา และเรือนธาตุมีส่วนล่างที่สอบขึ้นไปยังส่วนบน อาจเทียบส่วนเดียวกันนี้ได้กับปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ ส่วนยอดปรางค์นั้นแบ่งเป็นชั้น แต่ละชั้นกลีบขนุนประดับตามมุมกลางด้านประดับซุ้มบันแถลงปิดช่อง ซุ้มบัญชรเป็นระเบียนเคร่งครัดของปรางค์สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ลวดลายปูนปั้นประดับปรางค์ประธานซึ่งเหลืออยู่เพียงส่วนน้อยนั้น แสดงเทคนิคของการประดับที่คล้ายคลึงกันกับปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ แต่แบบแผนของการประดับที่ปรางค์ทั้งสองแตกต่างกัน  รวมทั้งความแตกต่างโดยส่วนรวมของลักษณะลวดลายด้วย
            
เนื่องจาก ปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี มีรูปแบบหลายประการที่สอดคล้องกับแบบแผนของปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1967 ดังกล่าวแล้ว จึงเชื่อว่าปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี คงสร้างขึ้นราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษเดียวกันนี้ครับผม

โดย ราม  วัชรปะดิษฐ์