รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“คนมีหนี้” คือ คนมีเครดิต คำกล่าวนี้ดูเหมือนเป็นคำพูด (กึ่งประชดประชัน) ที่ใช้ปลอบใจคนที่กำลังจะเป็นหนี้ หรือคนที่มีหนี้ทั้งหลาย รวมถึงอาจเป็นการสะท้อนให้ถือข้อดีของการเป็นหนี้ ซึ่งหากมอง ในเชิงบวก “หนี้” คือการ “ยืม” รายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ช่วยให้ครัวเรือนสามารถรักษาระดับการบริโภคในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อรายได้ หรือทำให้ครัวเรือนสามารถบริโภคสินค้าคงทนที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ หรือที่อยู่อาศัยได้ โดยที่รายได้หรือเงินเก็บยังมีไม่พอ ดังนั้น “หนี้ครัวเรือน” ในระดับเหมาะสมจะช่วยหนุนการบริโภคและการขยายตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามหากมีหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป ก็ไม่เพียงจะมีผลต่อการบริโภคและการใช้จ่ายของครัวเรือนได้และในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของครัวเรือนอาจจะได้รับผลกระทบ ความเสี่ยงของครัวเรือนเพิ่มขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง จนอาจกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเท่านั้น ยังก่อให้เกิดความเครียด ปัญหาสุขภาพ ความขัดแย้งในครอบครัว หรืออาจลุกลามทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม เช่น การลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าจะเป็น “หนี้น้อย” หรือ “หนี้มาก” ใครใครต่างก็ไม่อยากมี “หนี้” ทั้งนั้น แล้วยิ่งเป็น “หนี้นอกระบบ” ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือสถาบันการเงินในระบบชุมชน หรือผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากมีแน่แน่

เนื่องจาก การเป็นหนี้นอกระบบนั้น จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก โดย “ลูกหนี้” มักต้องเผชิญกับ “ดอกเบี้ยมหาโหด” แบบ “ทบต้นทบดอก” วิธีการทวงหนี้ที่โหดร้ายหรือผิดกฎหมาย เช่น ขู่กรรโชก ประจาน หรือทำร้ายร่างกาย จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และหน้าที่การงานในที่สุด

จากการศึกษาวิจัย พบว่า ปี 2560 คนไทยใน 10 ล้านครัวเรือนมีหนี้สิน โดย 91% เป็นหนี้ในระบบอย่างเดียวเฉลี่ยประมาณ 1.5 แสนบาท/ครัวเรือน ขณะที่อีกร้อยละ 4.9 เป็นหนี้นอกระบบประมาณ 3,346 บาท/ครัวเรือน บางรายเป็นหนี้นอกระบบสูงกว่า 3.8 หมื่นบาท/คน และอีกร้อยละ 3.7 เป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ และอาชีพกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจ แรงงาน จะเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้มากที่สุด สิ่งที่น่าตกใจ คือ ร้อยละ 79 เคยผิดช้ำระหนี้ นอกจากนั้น ยังพบว่า คนกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 27 มีปัญหาเรื่องการชำระ สาเหตุเพราะจากสัญญาไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยแพง ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนไปถึงการถูกข่มขู่คุกคามใช้ความรุนแรงทวงหนี้

ปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญไม่น้อย จึงทำให้มีการ ดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาโดยได้มีการประสานให้เจ้าหนี้และลูกหนี้มาเจรจาไกล่เกลี่ยกัน สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 2 แสนราย

การดำเนินโครงการดังกล่าวแม้จะให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ไม่น้อย แต่หากต้องการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ได้ในวงกว้าง ก็คงต้องถามผู้เข้าร่วมโครงการเท่านั้น จึงจะได้ “คำตอบ” ที่ชัดชัด จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มีต่อ “โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ” จำนวนทั้งสิ้น 582 คน สรุปผลได้ดังนี้
ประชาชนรู้จัก/เคยได้ยินชื่อ “โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ” จากสื่อใด? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 36.10 คือ โทรทัศน์ รองลงมา ได้แก่ เพื่อน/คนรู้จัก ร้อยละ 29.55 เจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 18.78 เฟซบุ๊ค ร้อยละ 7.86 หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 2.18 และ อื่นๆ เช่น ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน นิตยสาร ศูนย์ดำรงธรรม ฯลฯ ร้อยละ 5.53

ประชาชนมีความพึงพอใจต่อ “โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ภายใต้การนำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในระดับใด? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 94.34 คือ พึงพอใจมาก เพราะได้โฉนดของตัวเองกลับคืนมา รัฐบาลให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นอย่างดี ช่วยแบ่งเบาภาระความทุกข์ยาก ได้ปลดหนี้ ไม่ต้องส่งดอกเบี้ยแพง เป็นโครงการที่ดี ฯลฯ

รองลงมา ได้แก่ ค่อนข้างพึงพอใจ ร้อยละ 4.98 เพราะได้โฉนดของตัวเองกลับคืนมาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ได้ปลดหนี้ ไม่ค่อยพึงพอใจ ร้อยละ 0.34 เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ชำระหนี้ไปเยอะแล้ว และ ไม่พึงพอใจเลย ร้อยละ 0.34 เพราะ ไม่ค่อยชอบ ยังต้องใช้หนี้เหมือนเดิม

จากคะแนนเต็ม 10 ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการให้คะแนน “โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” มากถึง 9.80 คะแนน

ผลการสำรวจแม้จะสะท้อนให้เห็นว่า “ประชาชน” จะรู้สึกพึงพอใจกับการดำเนิน “โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ” อย่างมาก แต่หากพึงพอใจในผลการประเมินที่ปรากฏ ย่อมทำให้การพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการขับเคลื่อนโครงการฯ ในระยะต่อไป ผู้เกี่ยวข้องคงต้องทำงานที่หนักกว่าเดิมในการรักษามาตรฐานด้านการทำงาน เพื่อสร้างความพึงพอใจที่ยั่งยืนให้ได้...

แล้วเมื่อพัฒนาโครงการฯ ได้ดีขึ้น... “ประชาชน” ย่อมเป็นผู้ได้รับประโยชน์แบบเต็มเต็ม...หรือใครจะกล้าปฏิเสธ?