สถาพร ศรีสัจจัง

ปัจจุบันมนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีฤดูกาล !

หลังจากระบบ “ทุนนิยมบริโภค” ที่มีแก่นแกนเป้ามุ่งอยู่ที่ “การทำกำไรสูงสุด” ได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรง และได้รับชัยชนะในขอบเขตทั่วโลก คือกลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจ” กระแสหลักของแทบทุกประเทศ (แม้แต่ประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็น “สังคมนิยม” อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เถอะ!/ดูเหมือนที่น่าจะพอยกเว้นได้สักประเทศตอนนี้คงมีเพียงประเทศ “ภูฏาน” กระมัง?) “ฤดูกาล” ก็ไม่ใช่ “วิถี” ในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษยชาติอีกต่อไป
        
“ฤดูกาล” กลายเป็นเพียง “สินค้า” ตัวหนึ่งของระบบทุนนิยมเหมือนกับสิ่งอื่นใดในโลกและจักรวาล ที่มนุษย์บางจำพวกซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจในการ “โปรแกรม” ความคิดและระบบคุณค่าของคนในสังคมโลก คือคนกลุ่มน้อยที่ช่วงชิงการนำสังคมมาไว้ในอำนาจตนได้ในประเทศทุนนิยมที่พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า จักรพรรดินิยม (Imperialism) เรียบร้อยแล้ว]เชื่อว่าตัวเองสามารถ “จัดการควบคุม” ได้
         
ฤดูกาลจึงถูกนำ “คุณค่า” เฉพาะตัวมาแปรรูปเป็น “มูลค่า” ให้กลายเป็น “สินค้า” (ดูการโฆษณาสินค้า “การท่องเที่ยว” ที่เอา ฤดูกาล เช่นหน้าหนาว/หน้าร้อน/ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูซากุระบาน ฯลฯมาโฆษณาขาย เป็นต้น) เหมือนกับที่ “คน” ก็กลายเป็น “สินค้า” ชนิดหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว ในยุคที่มนุษย์ถูกทำให้เชื่อว่าพวกตนสามารถ “เอาชนะ” ธรรมชาติได้ (ไม่ใช่เพียงสามารถ “ดัดแปลง” โดยเคารพ “กฎ” ของธรรมชาติตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์)
         
มนุษย์ยุค “ไม่มีฤดู” ถูกกำหนดให้ “ทำงานเพื่อเงิน” โดยไม่กล้าตั้งคำถาม(โดยอัตโนมัติ) ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ ทุกวันไม่ว่าในฤดูใด,พวกเขาจะถูกกำหนดว่า จะต้องไปถึงที่ทำงานตอนไหน จะเลิกงานตอนไหน ถูกกำหนดให้เพียงว่า หนึ่งสัปดาห์/หนึ่งเดือน/หนึ่งปีฯจะหยุดได้กี่วัน ช่วงไหนบ้าง(แม้แต่ข้าราชการไทยที่เมื่อก่อนมีการ “พักร้อน” คือวันให้พักผ่อนในฤดูร้อน/คลี่คลายมาจากอดีตที่คนไทยจะพักผ่อนเล่นรื่นเริงในฤดูร้อนหลังฤดูเก็บเกี่ยว)ในภายหลังก็กลายเป็นวันลาธรรมดา คือจะลาในวันไหนของฤดูไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฤดูร้อน เป็นต้น
          
คิดไปคิดมา น่าจะต้องใช้คำว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันเป็นสัตว์โลกที่มีเพียงฤดูเดียวดีกว่า เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน พวกเขาก็จะมีกิจกรรมแห่งชีวิตที่เหมือนกัน กล่าวคือ พวกเขาจะดำเนินชีวิตไปตามที่ระบบคุณค่าของทุนนิยมบริโภคกำหนดให้ อยู่ในที่อยู่อาศัยแบบเดียวกัน(แม้จะเป็นพื้นที่คนละเขตภูมิอากาศ) กินอาหาร แบบเดียวกัน มีเครื่องแต่งตัวเหมือนกัน ใช้ยาและวิธีวิทยาบำบัดโรคเหมือนกัน ฯลฯ
           
กล่าวโดยสรุปก็คือ ระบบคุณค่าและรูปการจิตสำนึกของพวกเขาถูก “มือที่มองไม่เห็น” (The hidden hand)ตามนักคิดใหญ่ฝ่ายทุนนิยมคืออดัม สมิธ เคยสอนไว้ โปรแกรม"ให้ต้องเดินต้อยๆไปตามร่องทางของการ “บริโภค” ที่ระบบทุนนิยมกำหนดไว้ให้นั่นเอง
            
แล้วระบบการจัดการทางสังคมที่เรียกว่า “ระบบการปกครอง” หรือ “ระบบการเมือง” ของพวกเขาเล่า ?
           
ก็ย่อมแน่นอนอีกนั่นแหละว่า มันย่อมถูก “โปรแกรม” ไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะต้องเดินไปในคัลลองไหน? เพื่อให้กลุ่ม “ทุนนิยมผูกขาด” (ที่มีตัวแทนคือคนกลุ่มน้อยมาก แต่ทรงอำนาจสูงสุด)ทั้งระดับโลกและระดับประเทศหรือระดับพื้นที่ สามารถทำ “กำไรสูงสุด” ได้(น้อยหรือไม่น้อยลองดูตัวอย่างที่ประเทศไทยก็แล้วกัน เพียงกลุ่ม “ทุน” ที่ชื่อ “เจริญ” เพียง 2 กลุ่ม ก็ “ทำกำไร” จนสั่งสม “ทุน” ได้ไปแล้วนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี.ประเทศละ?)
             
แต่เอ้...ที่ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ถูกโปรแกรมให้มีระบบเดียวเหมือนประเทศลูกพี่ที่เป็น “จักรพรรดินิยม” ทั้งหลาย แต่เป็น 2 ระบบ 
             
และทั้ง 2 ระบบนี้เองที่ทำให้คนไทยกลายเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในประเทศซึ่งมี 2 ฤดู !
            
คือระบบเผด็จการที่ก่อเกิด “ฤดูเผด็จการ” กับ “ระบบเลือกตั้ง” ที่นอกจากจะก่อเกิด “คืนหมาหอน” แล้ว

ยังมักก่อเกิด “ฤดูเผด็จการรัฐสภา” ขึ้นด้วย !!!