สมบัติ ภู่กาญจน์

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่สอง ที่ผมอยากนำแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยมา ‘บอกกล่าวเล่าซ้ำ’ ให้ผู้ที่รัก-และอยากพัฒนา-ประชาธิปไตย ได้เพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น เพื่อป้องกัน ‘ภัยของประชาธิปไตย’ สารพัดรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน

ขอได้โปรดระวังว่า

การอ้างการปราบโกงหรือการต่อต้านการทุจริต ก็อาจจะถูกใช้มาทำลายประชาธิปไตยได้ด้วย นี่คือความรู้ใหม่ที่เราต้องระวังกันให้ดี

ผู้ที่ให้แนวคิดนี้มีนามว่า โยซิฟูมิ ทามาดะ ศาสตราจารย์ด้านไทยศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มาแสดงความเห็นพร้อมแนวคิดนี้ ในโอกาสที่ได้รับเชิญมาร่วมงานฉลอง 70 ปี ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ผมเองไม่มีโอกาสได้ไปร่วมรับฟังปาฐกถานี้ แต่ได้ข้อมูลข่าวสารมาจากการอ่านหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 หน้า 13 ที่คุณวจนา วรรลยางกูร ได้รายงานเรื่องนี้ไว้อย่างค่อนข้างละเอียด รวมทั้งการเสนอภาพประกอบที่ชวนให้สะดุดตาสะกิดใจ

ในความเห็นของผม ผมเห็นว่ารายงานชิ้นนี้ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์สำหรับเพิ่มพูน ‘การเรียนรู้’เรื่องของประชาธิปไตยในสังคมไทยยุคปัจจุบันนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสที่ประชาชนคนไทยจะมีโอกาสได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรไปทำหน้าที่แทนตนกันอีกครั้ง ตามกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตย

ในรายงานของคุณวจนา วรรลยางกูร ระบุว่าศาสตราจารย์โยซิฟูมิ ทามาดะ ได้มากล่าวปาฐกถาเรื่อง ‘Anti-Corruption Politics สู้กับทุจริต เพื่ออะไร?’ ด้วยการเสนอความเห็นที่น่าสนใจไว้หลายประเด็น อาทิ

“ การทุจริตนั้นเป็นปัญหาใหญ่ แต่การต่อต้านการทุจริตกลับเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า สำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อการต่อต้านการทุจริตกลับมาทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง

แม้ว่า เราจะต้องป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ก็ไม่ควรจะทำลายระบอบประชาธิปไตย เราควรจะมีการศึกษาเรื่องทุจริตวิทยากันให้มากๆ เพื่อเข้าใจปัญหาเรื่องการทุจริต และปัญหาการต่อต้านการทุจริต ว่าใครควรคิดควรทำกันอย่างไร

ถ้าเราจะเปรียบการทุจริตว่าเหมือนกับโรคมะเร็ง แต่การรักษาโดยฆ่าผู้ป่วยน่าจะไม่ใช่ทางที่ดี

ถ้าประชาชนเข้าใจเรื่องการทุจริตไม่ดีพอแล้ว ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตยได้ง่ายขึ้น

การทุจริตนั้น มีคำนิยามที่หลากหลายเช่น 1.ตามที่กฎหมายกำหนด 2.ทุจริตต่ออำนาจหน้าที่ 3.ทุจริตนอกอำนาจทางการเช่นนักธุรกิจเป็นฝ่ายรุกใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ 4.การร่างกฎหมายตามอำเภอใจ

เมื่อการทุจริตถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และถึงที่สุดก็ปฏิเสธการเมือง โดยใช้เพื่อลดความชอบธรรมจาก 1.สิ่งที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกำลังกระทำอยู่ 2.กระบวนการหรือพฤติกรรมที่ตนเองไม่ชอบ ที่ร้ายกว่านั้นคือ ด่าการทุจริตจนถึงรังเกียจการเมือง โดยมีแนวโน้มด่านโยบายอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบทางการเมืองว่าเป็นทุจริตไปหมด

การทุจริตนั้นมีปัญหาหลายอย่าง และไทยก็มีการทุจริตที่เกิดขึ้นมากมาย แต่เมื่อมีการตีความการทุจริตแบบไม่มีนิยามแน่นอน จึงมีการใช้การทุจริตเป็นเครื่องมือในทางการเมืองมากขึ้น คือตราหน้าว่าทุกอย่างทุจริต เพื่อเรียกความชอบธรรมจากการกระทำที่ผิดกติกา มีอะไรที่ตนไม่ชอบไม่พอใจก็ระบุว่าเป็นการทุจริตไปหมด ไม่ชอบนักการเมืองก็ว่าทุจริต ทั้งนี้ โดยมีปัจจัยเสริม คือความยุติธรรมที่ขาดความยุติธรรมในบางกรณี และองค์กรต่อต้านการทุจริต ซึ่งสร้างขึ้นมามาก แต่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา

ด้านประชาชนคนไทย ที่สนับสนุนรัฐประหารครั้งล่าสุดสองครั้ง ก็เพราะหวังว่าทหารจะเข้ามาขจัดทุจริตได้ และการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยได้มากขึ้น ถึงวันนี้ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นได้แค่ไหนเพียงใด

เราต้องแยกเรื่องของการทุจริตกับเรื่องประชาธิปไตยออกจากกันให้ชัด เพราะการบอกว่าขจัดธุรกิจแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้มากขึ้นนั้นไม่จริง หรือจะบอกว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว การทุจริตจะมากขึ้น ก็ไม่เกี่ยวกัน

ถึงไม่มีการเลือกตั้ง ก็ยังมีการทุจริตอยู่ดี

เราควรจะไว้ใจประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งก็เป็นวิธีตรวจสอบอำนาจที่ดีประการหนึ่ง ที่แม้ว่าประชาชนอาจจะตรวจสอบไม่ดีหรือตรวจสอบผิดบ้าง แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีการตรวจสอบเลย แล้วเราจะทำอย่างไรกัน

ในรายงานฉบับเต็ม คุณวจนารายงานว่าศาสตราจารย์โยซิฟูมิมองว่าไทยมีการปราบปรามการทุจริตที่ไม่เท่าเทียมกันและไม่เสมอกัน โดยยกเหตุการณ์ตั้งแต่กรณีขัดแย้งการทางพิเศษกับบริษัทคูมาไกกูมิ , คดีรถดับเพลิงและเรือกทม. ,คดีบริษัทมิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์ ,คดีจีที 200 , คดีโรงพัก 396 แห่ง ว่าเป็นการจัดการกับปัญหาทุจริต ที่ไม่เท่าเทียมกันเสมอกัน

การปราบปรามคอรัปชั่นให้ได้ผล กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นกลางและเข้มงวดกับทุกอย่างให้ดี

วิธีปราบทุจริตที่ได้ผล คือการจับผู้กระทำผิดอย่างเป็นกลางและเข้มงวดโดยไม่เลือกฝ่าย จะทำให้การปราบทุจริตใด้จริง เพราะต่อให้มีการทำโอเพนดาต้า เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนตรวจสอบ แต่หากไม่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว ก็จะไม่สามารถปราบปรามการทุจริตได้เลย

การทุจริต จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย และไม่น่าจะถูกใช้เพื่อการทำลายประชาธิปไตย ด้วยประการะฉะนี้

ช่วย ฟัง แล้วคิด กันให้ดีๆ เถอะครับ - ทุกท่านมีสิทธิที่จะเห็นหรือไม่เห็นด้วย และความเห็นที่ไม่เหมือนกันก็ไม่ใช่การทุจริต - นี่คือความเห็นของผม ที่เห็นด้วยกับนักวิชาการญี่ปุ่นคนนี้ครับ