ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

มาว่ากันต่อจากการเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลาย ที่ดำเนินกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การประชุม” ที่เดินหน้ากันอย่างเปิดเผยไม่ว่า การประชุมเลือกเฟ้นคณะกรรมการบริหารพรรค การเฟ้นหาหัวหน้าพรรค การหาสมาชิกพรรค และไม่สำคัญเท่ากับว่าการหาเสียงของแต่ละพรรค ถามว่า “ผิดกฎเกณฑ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า “ผิด!” แต่ทั้ง “รัฐบาล-คสช.” ต่างไม่ค่อยสนใจมากมายนัก แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังยอมมีโซชียลมีเดียส่วนตัวเลย ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “เดินเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว!”

พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่เกิดขึ้นมากมายไม่ว่า “พรรคใหญ่-พรรคกลาง และพรรคเล็ก” ที่ยังคงวุ่นวายกับการระดมสมาชิกพรรคและระดมทุนในการจัดตั้งพรรค หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่าเป็นการรณรงค์สร้างชื่อเสียงพรรค และในขณะเดียวกันพรรคใหญ่ต่างๆ มีการจัดตั้ง “พรรคตัวแทน” หรือเรียกว่า “พรรคนอมินี (NOMINEE)” เผื่อขยายฐานเสียงให้มากที่สุด ทั้งนี้เป็นกรณีธรรมดาของการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “การเมืองที่ใช้ทุน” หรือ “ธุรกิจการเมือง” หรือ “POLITICALBUSINESS” ที่ไม่รู้จะ “กำจัดให้หมดไปจากวัฒนธรรมการเมืองไทยได้อย่างไร?”

ถามว่า “พรรคการเมืองใหม่” ที่ต่างใช้นโยบายหาเสียงว่าจะ “สร้างอนาคตให้กับการเมืองไทย” เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเดินหน้าสู่ “มิติการเมืองใหม่” เพื่อไม่ให้มีธุรกิจการเมืองหรือ “ทุจริตคดโกง” กับ “โครงการการลงทุน” ต่างๆ อีกต่อไป เพื่อไม่ให้มี “วงจรอุบาทว์” อีกต่อไป ดังนั้นจึงขออนุโมทนาสาธุว่า “ขอให้ทำได้เถิดประเทศไทยจะได้ไม่จมปลักจากหลุมดำการคดโกงแบบนี้มายาวนานหลายทศวรรษ!?!”

คำถามต่อมาถามว่า “เมื่อไหร่คนไทยจะเรียนรู้ซักทีว่านักการเมืองนั้นที่ดีก็มี แต่นักการเมืองที่ปากอย่างใจอย่างนั้นมีเยอะพอสมควรที่เข้าสู่สนามการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ด้วยการเป็นล็อบบี้ยิสต์หรือไม่ก็อนุมัติโครงการเสียเอง ดังนั้นคนไทยสมควรเรียนรู้ว่า เขาเอาเงินมาซื้อเสียงเราเพียง 500-1,000 บาทเท่านั้น แล้วเขาก็ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงไปนับหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว!”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่มุ่งเดินหน้านำพาประเทศไทยสู่อนาคตยุคสังคมบริบทที่ใสสะอาดตามม๊อตโต้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่เราต้องเชื่อมั่นในรัฐบาลและคสช. ทั้งนี้ “เวทีโลก” ต่างก็ยอมรับรัฐบาลปัจจุบันทั้งๆ ที่บ้านเมืองเรามิได้เป็นประชาธิปไตย แต่นานาอารยประเทศได้เชิญให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการเดินทางแบบชีพจรลงเท้า ตั้งแต่เดินทางไปญี่ปุ่นช่วงต้นเดือนตุลาคม เสร็จเดินทางไปประชุมระดับผู้นนำอาเซียนที่อินโดนีเซีย และเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปร่วมประชุมกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปด้านการค้าการลงทุน ด้านสภาพแวดล้อม และด้านภัยคุกคามกับความมั่นคง

ลองมาดูกันนะว่าคิวของนายกรัฐมนตรีมีอะไรบ้างในการเดินทางเยือนต่างแดน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง โดยตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ นายกฯมีกำหนดการเดินทางเยือนต่างประเทศติดต่อกันทุกสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8-9 ตุลาคม นายกฯมีกำหนดการเข้าร่วม “ประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10” ที่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นวันที่ 11 ตุลาคม นายกฯเข้าร่วม “ประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย” ขณะวันที่ 18-20 ตุลาคม เข้าร่วม “ประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 12” ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม และสัปดาห์สุดท้ายของเดือนคือในวันที่ 30-31 ตุลาคม นายกฯมี “กำหนดการเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี”

จากตารางงานของ พล.อ.ประยุทธ์ในช่วงท้ายของการทำงานของรัฐบาล ก่อนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเดินทางเยือนต่างประเทศตลอดช่วงเดือนตุลาคมตารางคิวแน่น รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการในต่างจังหวัด และประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.สัญจร) วางคิวยาวจนถึงเดือนธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพท์การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 12 และอนุมัติให้นายกฯ หรือผู้ได้รับมอบหมายใครเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมเป็นผู้ร่วมให้การรับรองผลลัพท์การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 12 วันที่ 18-19 ตุลาคม ที่กรุงบลัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม โดยร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกในการประชุมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่สมาชิกให้ความสำคัญ ได้แก่ เสาที่ 1 การเมืองและความมั่นคง เช่น ความมั่นคงและเสรีภาพทางไซเบอร์ และการต่อต้านการก่อการร้าย เสาที่ 2 เศรษฐกิจและการเงิน เช่น การสนับสนุนการค้าโลกและระบบการค้าที่มีพื้นฐานบนระเบียบกฏเกณฑ์ และเสาที่ 3 สังคมและวัฒนธรรม เช่น การศึกษา โดยผู้นำย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเครื่องมือในการสร้างเมืองที่มีความรับผิดชอบและมีทางสังคม ทั้งนี้ ขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องนำเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของครม. รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญด้วย

ดังนั้น การเดินทางต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และการเปิดเพจด้านโซเชียลมีเดียของนายกรัฐมนตรี เท่ากับว่านายกฯ ยอมรับความจริงแล้วว่า “ท่านเริ่มไฮเทคแล้ว” กับสภาวะสังคมยุคใหม่ แต่ก็ยังไม่ประกาศว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคใด ทั้งนี้เราคงรู้อยู่แก่ใจว่าจะเข้าสู่พรรคการเมืองใดเพียงแต่รอจังหวะเวลา
อย่างไรก็ตาม ถามว่า “นายกรัฐมนตรีหาเสียงหรือไม่” ก็ต้องตอบว่า “แล้วแต่มุมมอง” เนื่องด้วย “การเป็นนักบริหาร” ก็ต้องทำงานในการเยี่ยมประชาชน แม้กระทั่ง “ทีมหมูป่า 13 ชีวิต” เข้าเยี่ยมนายกฯ นั้น ก็เป็นกรณีปกติธรรมดที่นายกฯ ต้องชื่นชมเพราะ 13 หมูป่านั้นสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ จึงเป็นกรณีปกติธรรมดาของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำหน้าที่ “ผู้นำประเทศ!”